แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มรดกโลกในฟิลิปปินส์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มรดกโลกในฟิลิปปินส์ แสดงบทความทั้งหมด

2557/08/04

มรดกโลกในฟิลิปปินส์ 6 : เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน

ประเภท : มรดกโลกทางธรรมชาติ
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ.2557
ชื่อเป็นทางการ : เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน(Mount Hamiguitan Range Wildlife Sanctuary) 
ที่ตั้ง : จังหวัดดาเวาโอริเอนตัล (ทางใต้ของเกาะมินดาเนา) ฟิลิปปินส์
เรียบเรียง : นัชรี  อุ่มบางตลาด

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน(Mount Hamiguitan Range Wildlife Sanctuary) 

ความเป็นมา

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน (Mount Hamiguitan Range Wildlife Sanctuary) มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 75-1,637 เมตร โดยมีภูเขาฮามิกิตันมีความสูง 1,620 เมตร แนวภูเขาฮามิกิตันประกอบด้วยพื้นที่ 6,834 เฮกตาร์ (68.34 ตารางกิโลเมตร) ป่าไม้เป็นป่าแคระที่มีความพิเศษของต้นไม้เก่าแก่ในดินอัลตราเมฟิก (ultramafic soil) ซึ่งกำลังใกล้สูญพันธ์ ภูเขาและบริเวณใกล้เคียงเป็นที่อยู่ของพืชและสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ แตกต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับระดับความสูง รวมทั้งนกอินทรีฟิลิปปินส์และนกกระตั้วฟิลิปปินส์ด้วย มีสายพันธุ์ที่หลากหลายของหม้อข้าวหม้อแกงลิง Nepenthes peltata ซึ่งเป็นพืชเฉพาะถิ่น มีสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น 8 สายพันธุ์ที่พบได้บนภูเขาฮามิกีตันเท่านั้นด้วย

พื้นที่บริเวณนี้ได้รับการประกาศเป็นได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าใน พ.ศ. 2546 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านธรรมชาติของฟิลิปปินส์ในปี พ.ศ. 2557

เทือกเขาฮามิกิตัน
http://somethingaboutnews.blogspot.com/2011/02/davor-vies-for-world-heritage-list-by.html

ที่ตั้ง

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน ตั้งอยู่ในจังหวัดดาเวาโอริเอนตัล ทางใต้ของเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ อยู่บนแนวเขาตลอดแนวคาบสมุทรพูจาดา ทางตะวันออกของเกาะมินดาเนา

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน ได้รับขึ้นทะเบีบนเป็นมรดกโลกด้านธรรมชาติ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 38 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้
(x) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย

อ้างอิง :
ศูนย์ข้อมูลมรดกโลก. กระทรวงวัฒนธรรม. “ตระการตา!! 26 มรดกโลกแห่งใหม่ของยูเนสโก” (ระบบออนไลน์). แหล่งที่มา http://www.thaiwhic.go.th/preview_activity.aspx?nid=595 (31 สิหาคม 2557)

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน (5 กรกฎาคม 2557)

UNESCO World Heritage Centre. “Mount Hamiguitan Range Wildlife Sanctuary” [online].  Available http://whc.unesco.org/en/list/1403 (5 July 2014).

Read more →

2557/08/03

มรดกโลกในฟิลิปปินส์ 5 : อุทยานปะการังทางทะเลทุบบาตาฮะ

ประเภท : มรดกโลกทางธรรมชาติ
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2536 (และขยายเพิ่มเติม ปี พ.ศ.2552)
ชื่อเป็นทางการ : อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา (Tubbataha Reefs Natural Park)
ที่ตั้ง : จังหวัดปาลาวัน ฟิลิปปินส์
เรียบเรียง : วราพรรณ  พูลสวัสดิ์

อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา (Tubbataha Reefs Natural Park)

ความเป็นมา และความสำคัญ

อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา (Tubbataha Reefs Natural Park) คือ เขตสงวนพันธุ์นกและสัตว์ทะเลของฟิลิปปินส์ ตั้งอยู่บริเวณใจกลางทะเลซูลู ประกอบด้วยเกาะรูปวงแหวนที่เกิดจากหินประการังใหญ่ 2 เกาะ เรียกว่าเกาะวงแหวนเหนือและใต้ โดยถูกแยกจากกันด้วยช่องแคบกว้างประมาณ 8 กิโลมตร กลางเกาะวงแหวนมีทะเลสาปและเกาะทรายขนาดเล็ก ๆ อยู่ตรงกลาง
ภาพจาก : http://worklesssmilemore.com/tubbataha-reef-marine-park/

เกาะวงแหวนเหนือมีขนาดใหญ่กว่า มีความยาว 16 กิโลมตร และกว้าง 5 กิโลเมตร มีสถานีของนักท่องเที่ยวตั้งอยู่บนเกาะหนึ่งบริเวณขอบตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเหนือ และมีแนวหินอะมอสตั้งอยู่ใกล้จุดปลายสุดทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเหนือ เป็นที่ตั้งของเขตทำรังของนกและเต่าทะเล เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ยอดเยี่ยมของหินปะการังดั้งเดิม ที่ก่อตัวเป็นกำแพงตั้งตรงสูงถึง 100 เมตร 

ส่วนเกาะวงแหวนใต้มีความยาว 5 กิโลเมตร และความกว้าง 3 กิโลเมตร มีประภาคารตุบบาตาฮาตั้งอยู่ใกล้กับจุดปลายสุดทางใต้ของเกาะใต้ แนวหินที่เรียกว่าหินดำทอดยาวทางตอนเหนือของเกาะใต้

อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา ถือเป็นตัวอย่างของเกาะปะการังที่มีพันธุ์สัตว์ทะเลหนาแน่นมาก นับเป็นความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรรย์แห่งหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน เป็นศูนย์กลางหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล ประกอบด้วยร้อยละ 75 ของสายพันธุ์ปะการังของโลก และร้อยละ 40 ของปลาปะการังของโลก
ภาพจาก : http://readmelikeapoem.blogspot.com/2013/07/isla-lipana-co-launches-philippine-gems.html

ที่ตั้ง

เขตเกาะปะการังตั้งอยู่ใกล้กับตรงกลางของทะเลซูลู  ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเปอร์โต พรินซีซา (Puerto Princesa City) จังหวัดปาลาวัน ประมาณ 150 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่รวม 97,030 เฮกตาร์ (ประมาณ239,800 ไร่ หรือ 970 ตารางกิโลเมตร) 

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านธรรมชาติ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 17 ในปี พ.ศ. 2536   โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกทางธรรมชาติจำนวน 3 ข้อ ดังนี้
(vii) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์ 
เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
(ix) เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
(x) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย


อ้างอิง :
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา (5 กรกฎาคม 2557)

UNESCO World Heritage Centre. “Tubbataha Reefs Natural Park” [online].  
Available http://whc.unesco.org/en/list/653 (5 July 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Tubbataha Reef” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/Tubbataha_Reef  (5 July 2014).
Read more →

มรดกโลกในฟิลิปปินส์ 4 : อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา

ประเภท : มรดกโลกทางธรรมชาติ
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2542
ชื่อเป็นทางการ : อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา (Puerto Princesa Subterranean River National Park) 
ที่ตั้ง : จังหวัดปาลาวัน ฟิลิปปิสน์
เรียบเรียง : วราพรรณ  พูลสวัสดิ์

อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา (Puerto Princesa Subterranean River National Park) 

ความเป็นมา

อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา (Puerto Princesa Subterranean River National Park) เป็นหนึ่งในพื้นที่อนุรักษ์ที่โดดเด่นที่สุดของประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2535 เพื่อปกป้องและรักษาถิ่นฐานสำคัญสำหรับการอนุรักษ์ป่าเก่าแก่อันอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าที่น่าสนใจ หาดทรายสีขาว ความงามของธรรมชาติที่สวยงาม

อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา มีลักษณะภูมิทัศน์ที่งดงามแปลกตาด้วยภูเขาหินปูน มีแม่น้ำใต้ดิน เป็นระยะทาง 8.2 ไหลตรงลงสู่ทะเล และตอนล่างของแม่น้ำได้รับอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลงทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติหลากหลาย เป็นส่วนของผืนป่าที่สำคัญที่สุดของเอเซีย เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ มีระบบนิเวศน์ทั้งแบบภูเขาและทะเล นอกจากนี้ยังเป็นระบบถ้ำที่น่าประทับที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และได้รับการจัดเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี พ.ศ.2542 และเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2011 ได้รับการประกาศให้เป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก
ภาพจาก: http://travel2philippines.com/place/underground-river-palawan/

ที่ตั้ง

อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา ตั้งอยู่ในเทือกเขาเซนต์พอล ห่างจากกรุงมะนิลาเมืองหลวงของประเทศ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทางประมาณ 360 ไมล์ (ประมาณ 579.4 กิโลเมตร) อยู่ทางตอนเหนือของเกาะปาลาวัน และห่างจากตัวเมืองปวยร์โต-ปรินเซซา เมืองหลวงของปาลาวันไปทางเหนือประมาณ 50 ไมล์ (80 กิโลเมตร)

ความสำคัญและลักษณะทางธรรมชาติ

อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซาถือเป็นแม่น้ำใต้ดินที่มีความยาวที่สุดในโลก มีความยาวประมาณ 8.2 กิโลเมตร ไหลลอดผ่านถ้ำหินปูนของเทือกเขาเซนต์พอล ที่มีอายุกำเนิดมานานกว่า 20 ล้านปี ลงสู่ทะเลจีนใต้ โดยในภายในถ้ำจะประกอบด้วยหินงอกหินย้อยต่าง ๆ ที่มีลักษณะเหมือนรูปร่างต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการของผู้พบเห็น เช่น หัวสิงโต เห็ด เทียนไขเล่มยักษ์ หรือพระแม่มารี ก่อนที่จะเข้าสู่ถ้ำ ต้องเดินผ่านเส้นทางชมธรรมชาติซึ่งเป็นป่าดิบที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบไปด้วยป่าไม้นานาชนิด และสัตว์ป่าหายากชนิดต่าง ๆ เช่น ลิงแสม นกเงือกปาลาวัน เป็นต้น และภายในถ้ำก็เป็นแหล่งอาศัยของค้างคาวจำนวนมาก อุทยานแห่งนี้เปิดให้เข้าชมได้เพียงระยะทาง 1.2 กิโลเมตรเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ด้วยเหตุผลของการอนุรักษ์และจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว
ถ้ำหินปูนที่แม่น้ำปวยร์โต-ปรินเซซาไหลลอดผ่าน
ภาพจาก: http://www.4gress.com/sights/entry/100878.html

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โตปรินเซซา ได้รับการจัดเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี ค.ศ. 1999   โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกทางธรรมชาติจำนวน 2 ข้อ ดังนี้
 (vii) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
 (x) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย


อ้างอิง:

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โตปรินเซซา” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โตปรินเซซา (21 มิถุนายน 2557) 

The official website of Puerto Princesa Underground River . City Government of Pueto Princesa. “Puerto Princesa Underground River” [Online].  Available  http://www.puerto-undergroundriver.com/(21 June 2014).

UNESCO World Heritage Centre. “Puerto-Princesa Subterranean River National Park” [online].  
Available http://whc.unesco.org/en/list/652  (21 June 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Puerto Princesa Subterranean River National Park” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/Puerto_Princesa_Subterranean_River_National_Park (21 Jun 2014).
Read more →

มรดกโลกในฟิลิปปินส์ 2 : โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปปินส์

ประเภท : มรดกโลกทางวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2536
ชื่อเป็นทางการ : โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปปินส์ (Baroque Churches of the Philippines)
ที่ตั้ง : กรุงมะนิลา จังหวัดอิโลคอสซูร์ จังหวัดอิโลคอสนอร์เต และจังหวัดอิโลอิโล ฟิลิปปินส์
เรียบเรียง : วราพรรณ  พูลสวัสดิ์ / นัชรี  อุ่มบางตลาด

โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปปินส์ (Baroque Churches of the Philippines)

ความเป็นมา

โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปินส์ ประกอบด้วยโบสถ์โรมันคาทอลิก 4 แห่งที่สร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 16-18 ในช่วงที่ฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมของสเปน นอกจากจะแสดงถึงการเข้ามาของศาสนาคริสต์ในหมู่เกาะของฟิลิปปินส์แล้ว ยังเป็นศูนย์กลางอำนาจในการปกครองอาณานิคมของสเปนด้วย สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของโบสถ์ไม่เพียงแค่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของสถาปัตยกรรมแบบสเปนหรือละตินอเมริกันกับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีการผสมผสานศิลปลวดลายของจีนอีกเข้าไปอีกด้วย
ภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Paoay_Church

เนื่องจากความมีอิทธิพลของคริสตจักรในทางการเมือง ทำให้คริสตจักรและรัฐถือเป็นหนึ่งเดียวกัน คริสตจักรจึงกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากการปฏิวัติและการก่อกบฏในประเทศ โบสถ์เหล่านี้จึงไม่ใช่มีเพียงสิ่งก่อสร้างที่ให้บริการทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังปรากฏสิ่งก่อสร้างในลักษณะป้อมปราการอยู่ด้วย เช่น ในกรณีของโบสถ์ซานตามาเรีย ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาและทำหน้าที่เป็นป้อมปราการในช่วงเวลาวิกฤต และโบสถ์ ไมอากาโอ ซึ่งทำหน้าที่ต้านทานการโจมตีเป็นครั้งคราวของชาวมุสลิมจากภาคใต้  นอกจากนี้ที่ตั้งของประเทศฟิลิปปินส์ยังตั้งอยู่บนแนวที่เรียกว่าวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดแผ่นดินไหวได้บ่อย ๆ การก่อสร้างจึงให้ความสำคัญกับรากฐานของโบสถ์ แม้บางแห่งจะรับความเสียหายจากแผ่นดินไหว แต่ก็ได้สร้างขึ้นมาใหม่ทดแทน โบสถ์ทั้ง 4 แห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมร่วมกันเมื่องปี พ.ศ.2536

ที่ตั้ง

โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปปินส์ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย ประกอบด้วยโบสถ์ 4 แห่ง คือ
- โบสถ์ซานออกัสติน ในกรุงมะนิลา 
(San Agustin Church in Manila) 
- โบสถ์ซานตามาเรีย ในซานตามาเรีย จังหวัดอิโลคอสซูร์  (Santa Maria Church in Ilocos Sur)
- โบสถ์ซานอกัสติน ในปาโออาย จังหวัดอิโลคอสนอร์เต 
(San Agustin Church in Paoay, Ilocos Norte)
- โบสถ์ซานโต โทมัส เดอวิลลานูวา ในไมอากาโอ จังหวัดอิโลอิโล 
(Sto. Tomas de Villanueva Church in Miagao, Iloilo)


ความสำคัญและลักษณะทางกายภาพ

1) โบสถ์ซานออกัสติน ในกรุงมะนิลา (San Agustin Church in Manila) 
โบสถ์ซานออกัสตินในกรุงมะนิลา เป็นโบสถ์คาทอลิกแห่งแรกที่สร้างขึ้นบนเกาะลูซอนในปี ค.ศ. 1571 (พ.ศ. 2114) ทันทีที่สเปนมีชัยเหนือมะนิลา เป็นโบสถ์ในลัทธิออกัสติน (ลัทธิของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก ตั้งชื่อตามนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป ค.ศ. 354 - ค.ศ. 450) ซึ่งเป็นนิกายแรกที่ประกาศพระวจนะในประเทศฟิลิปปินส์

ตัวโบสถ์ในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นมาเป็นครั้งที่ 3 ในพื้นที่เดิม โบสถ์หลังแรกสร้างจากไม้ไผ่และใบจาก เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ 1571 (พ.ศ. 2114) แต่ถูกทำลายด้วยไฟไหม้จากการรุกรานในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1574 (พ.ศ. 2117)  โบสถ์หลังที่สองสร้างด้วยไม้อยู่บนพื้นที่เดิม และถูกทำลายลงในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ 1583 (พ.ศ. 2126) ด้วยไฟไหม้ โบสถ์หลังที่สามสร้างด้วยหิน การก่อสร้างเริ่มใน 1586 (พ.ศ. 2129) เสร็จสมบูรณ์เมื่อ 19 มกราคม ค.ศ.1607 (พ.ศ. 2150) ต่อมาโบสถ์แห่งนี้ได้กลายเป็นแม่แบบของโบสถ์ออกัสตินในประเทศฟิลิปปินส์
โบสถ์ซานออกัสตินในกรุงมะนิลา 
ภาพจาก : http://www.trekearth.com/gallery/Asia/ Philippines/NCR/Manila/photo705651.htm

2) โบสถ์ซานตามาเรีย ในซานตามาเรีย จังหวัดอิโลโกสซูร์ (Santa Maria Church in Ilocos Sur) 
โบสถ์พระแม่แห่งอัสสัมชัน (The Church of Our Lady of the Assumption) หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ โบสถ์ซานตามาเรีย ในจังหวัดโลคอสซู ฟิลิปปินส์ สร้างตั้งขึ้นในปี 1765 ในที่ราบแคบ ๆ ระหว่างทะเลและเทือกเขากลางตอนของเกาะลูซอน นับว่าเป็นโบสถ์ออกัสติเนียนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในฟิลิปปินส์ ทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับคริสต์ศาสนิกชนที่อยู่ทางตอนเหนือของหมู่เกาะ เป็นหนึ่งในสี่โบสถ์ยุคสเปน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในชื่อ โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1993

โบสถ์ซานตามาเรีย นอกจากจะเป็นสิ่งที่ให้ระลึกถึงสี่ศตวรรษของการปกครองของสเปนในพื้นที่นี้แล้ว ยังสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาโรคที่โดดเด่น ตัวอาคารโบสถ์ก่ออิฐสีแดงโดดเด่น มีโครงสร้างที่ป้องกันการถล่มเนื่องจากแผ่นดินไหว ตัวโบสถ์สร้างขึ้นบนเนินเขา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นจุดชมวิวและเป็นป้อมปราการเท่านั้น แต่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาในยุคแรกของการบริหารภูมิภาค โดยคริสต์ศาสนาและทหารของสเปน
โบสถ์ซานตามาเรีย
ภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Our_Lady_of_the_Assumption_Church_(Santa_Maria,_Ilocos_Sur)

3) โบสถ์ซานอกัสติน ในปาโออาย จังหวัดอิโลโคสนอร์เต (San Agustin Church in Paoay, Ilocos Norte)
โบสถ์เซนต์ออกัสตินในปาโออาย เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ โบสถ์ปาโออาย (Paoay Church) เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิก สร้างจาก อิฐ หินปะการัง และไม้แปรรูป สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ 1710 (พ.ศ. 2253) ตัวโบสถ์เป็นศิลปะผสมระหว่างแบบกอทิกและบาโรค รวมทั้งได้รับอิทธิพลของศิลปะแบบจีนและชวา

โบสถ์เซนต์ออกัสตินในปาโออาย มีชื่อเสียงจากสถาปัตยกรรมที่เน้นคานขนาดใหญ่ที่ด้านข้างและด้านหลังของอาคาร มีหอระฆังสร้างขึ้นจากหินปะการัง ตั้งอยู่ห่างจากตัวโบสถ์ เพื่อความปลอดภัยหากเกิดแผ่นดินไหวหรือพายุไต้ฝุ่น นอกจากนี้ยังใช้หอระฆังเป็นหอสังเกตการณ์ในช่วงการปฏิวัติฟิลิปปินส์ปี ค.ศ.1896 และระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวอาคารได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวในปี ค.ศ.1865 (พ.ศ. 2048) และปี ค.ศ.1885 (พ.ศ. 2448)
ในปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) มีการขุดพบหลักฐานทางโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ เช่น โครงกระดูก และเครื่องปั้นดินเผาในบริเวณโบสถ์ ปัจจุบันได้นำไปแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 
ภาพจาก : 
http://www.traveltrilogy.com/2014/04/earthquake-baroque-churches-in.html

4) โบสถ์ซานโต โทมัส เดอ วิลลานูวา ในไมอากาโออิโลอิโล (Sto. Tomas de Villanueva Church in Miagao, Iloilo)
โบสถ์ซานโต โทมัส เดอ วิลลานูวา ในไมอากาโอ หรือ โบสถ์ไมอากาโอ เป็นสถานปฏิบัติของศริสตจักรโรมันคาทอลิก นิกายออกัสติน สร้างขึ้นในปี ค.ศ 1731 (พ.ศ. 2274) เมืองและโบสถ์ได้ถูกทำลายลงโดยการรุกรานโจรสลัดมุสลิมในปี ค.ศ 1741 (พ.ศ. 2284) และในปี 1754 (พ.ศ. 2297)  ชึ่งเป็นเหตุให้เมืองถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในทำเลที่ปลอดภัยมากขึ้น โบสถ์ใหม่ได้สร้างขึ้นในปี ค.ศ 1787-1797 (พ.ศ. 2330-2340)

นอกจากจะเป็นสถานที่ปฏิบัติภาระกิจทางศาสนาแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นป้อมปราการเพื่อต้านทานการรุกรานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามโบสถ์ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากไฟไหม้สองครั้ง ในระหว่างการปฏิวัติกับสเปนในปี 1898 และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
โบสถ์ซานโต โทมัส 
ภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Miagao

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

โบสถ์ทั้ง 4 แห่งนี้ นอกจากจะแสดงถึงการเข้ามาของศาสนาคริสต์ในฟิลิปปินส์แล้ว ยังเป็นศูนย์กลางอำนาจของสเปนในภูมิภาคนี้ในสมัยนั้นอีกด้วย และได้รับการยกย่องในด้านสถาปัตยกรรมด้วยศิลปะแบบบารอคของยุโรปที่สร้างสรรค์ด้วยช่างชาวจีนและฟิลิปปินส์  โบสถ์ทั้ง 4 แห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกรวมกันในปี พ.ศ.2536 โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกด้านวัฒนธรรมจำนวน 2 ข้อ ดังนี้
(ii) เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
(iv) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ


อ้างอิง : 
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “โบสถ์บาโรกแห่งฟิลิปปินส์” [ระบบออนไลน์]. 
แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/โบสถ์บาโรกแห่งฟิลิปปินส์ (8 เมษายน 2557)

UNESCO World Heritage Centre. “Baroque Churches of the Philippines” [online].  
Available http://whc.unesco.org/en/list/677 (30 March 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Baroque Churches of the Philippines” [Online]. Available  http://en.wikipedia.org/wiki/Baroque_Churches_of_the_Philippines 
(5 Jun 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “San Agustin Church (Manila)” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/San_Agustin_Church,_Manila
(5 Jun 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Santa Maria Church” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/Our_Lady_of_the_Assumption_Church_(Santa_Maria,_Ilocos_Sur)
(5 Jun 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Paoay Church” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/Paoay_Church (5 Jun 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Miagao Church” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/Miag-ao_Church (5 Jun 2014).
Read more →

มรดกโลกในฟิลิปปินส์ 3 : นาขั้นบันไดแห่งเทือกเขาฟิลิปปินส์

ประเภท : มรดกโลกทางวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2538
ชื่อเป็นทางการ : นาขั้นบันไดแห่งเทือกเขาฟิลิปปินส์ (Rice Terraces of the Philippine Cordilleras)
ที่ตั้ง : จังหวัดอิฟูเกา เขตบริหารกอร์ดิลเยรา เกาะลูซอน ฟิลิปปินส์
เรียบเรียง : วราพรรณ  พูลสวัสดิ์ / นัชรี  อุ่มบางตลาด

นาขั้นบันไดแห่งเทือกเขาฟิลิปปินส์ (Rice Terraces of the Philippine Cordilleras)

ความเป็นมา

นาขั้นบันไดแห่งเทือกเขาฟิลิปปินส์ เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการพัฒนาภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ 2000 ปีที่แล้วก่อนยุคอาณานิคมฟิลิปปินส์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของเทือกเขาบนเกาะทางตอนเหนือของเกาะลูซอน ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ นาขั้นบันไดอันเก่าแก่นี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น ประกอบด้วยนาขั้นบันได้ 5 แห่ง ที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดและน่าประทับใจที่สุด ทั้งหมดสร้างขึ้นโดยชาวอิฟูเกา (Ifugao) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพจากประเทศไต้หวันมาสู่ฟิลิปปินส์ และได้ครอบครองภูเขาเหล่านี้เมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว
นาขั้นบันไดในอิฟูเกา ฟิลิปปินส์ 
ภาพจาก: http://en.wikipedia.org/wiki/Rice_Terraces_of_the_Philippine_Cordilleras

นาขั้นบันไดที่ชื่อเสียงได้แก่นาขั้นบันได้ที่บานาเว (Banaue)  แต่ยังมีการทำนาขั้นบันไดในลักษณะนี้อีกหลายแห่งในประเทศฟิลิปปินส์ โดยนาข้าวที่บานาเวนั้นเป็นภูเขาสูงอยู่เหนือน้ำทะเล 5,000 ฟุต นาข้าวแต่ละแห่งมีเนื้อที่ 10,360 ตารางเมตรกิโลเมตร และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) 

ที่ตั้ง

นาขั้นบันไดของเทือกเขาฟิลิปินส์ ที่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขาในเกาะลูซอนทางเหนือ ซึ่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมีอยู่ 5 แห่ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในจังหวัดอิฟูเกา (Ifugao) เขตบริหารกอร์ดิลเยรา (Cordillera Administrative Region) บนเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ได้แก่
1) นาขั้นบันได Batad ในบัวนาเว (Banaue)
2) นาขั้นบันได Bangaan ในบัวนาเว (Banaue)
3) นาขั้นบัน Mayoyao ใน Mayoyao
4) นาขั้นบันได Hangduan ใน Hangduan 
5) นาขั้นบันได้ Nagacadan ใน Kiangan

ความสำคัญและลักษณะทางกายภาพ

นาขั้นบันไดแห่งเทือกเขาฟิลิปปินส์ เป็นการแกะสลักภูเขาทั้งลูกเพื่อใช้ในการปลูกข้าว เนื่องด้วยการทำนาโดยทั่วไปจะต้องใช้พื้นที่ราบ แต่พื้นที่ภูมิประเทศของฟิลิปปินส์เต็มไปด้วยเขาสูง มีที่ราบน้อย น้ำและพื้นที่ในการทำการเกษตรจึงเป็นปัญหา ชาวอิฟูเกาจึงได้คิดวิธีทำนาแบบขั้นบันไดขึ้นตามไหล่เขา พวกเขาใช้แรงงานคนและเครื่องมือธรรมดาสกัดพื้นที่บนไหล่เขาและที่ลาดเชิงให้เป็นชั้น ๆ ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได เพื่อช่วยเพิ่มเนื้อที่ในการเพาะปลูก ปรับภูเขาทั้งลูกให้กลายเป็นแหล่งเพาะปลูกขนาดใหญ่ และสร้างระบบชลประทานโดยปราศจากการใช้เครื่องจักรกล ทำทางระบายน้ำลงมาเป็นขั้น ๆ ให้น้ำจากด้านบนไหลลงมายังแปลงด้านล่างได้ จึงสามารถควบคุมปริมาณน้ำจากธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับการเพาะปลูกข้าว อีกทั้งยังเป็นการรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้างไป ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งในแง่การชลประทานโดยการกักเก็บน้ำฝน และยังช่วยป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย นาขั้นบันไดส่วนใหญ่จึงตั้งอยู่ใกล้น้ำตก เพราะสามารถนำน้ำจากน้ำตกมาใช้ในนาได้
นาขั้นบันได Batad ในบัวนาเว ฟิลิปปินส์
ภาพจาก : http://www.forumbiodiversity.com/showthread.php/28339-Austronesian-people/page3

ลูกหลานชาวนาที่สืบเชื้อสายมาจากชาวอิฟูเกาในปัจจุบัน ก็ยังคงยึดอาชีพทำนาเช่นเดียวกับบรรพบุรุษ และเพาะปลูกด้วยความเชื่อและวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งเกี่ยวข้องกับวัฏจักรฤดูกาลของการปลูก การควบคุมศัตรูพืชและการเก็บเกี่ยวจะเชื่อมโยงกับรอบดวงจันทร์และพิธีกรรมทางศาสนา โดยความรู้นี้ได้ถูกส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำการเกษตรแบบยั่งยืนด้วยเทคนิคดั้งเดิมการแสดงออกของประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์และความสมดุลกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ก่อให้เกิดเป็นภูมิทัศน์วัฒนธรรมโบราณที่สวยงาม 

นาขั้นบันได Nagacadan ใน Kiangan
ภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Rice_Terraces_of_the_Philippine_Cordilleras

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

นาขั้นบันไดบานาเว เป็นสถานที่ที่มีการปลูกข้าวแบบขั้นบันได บนเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก ในปี พ.ศ 2538 โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกด้านวัฒนธรรมจำนวน 3 ข้อ ดังนี้
(iii) เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
(iv) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
(v) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา
นาขั้นบันได Mayoyao ใน Mayoyao
ภาพจาก: https://sites.google.com/site/23rdmfpimidyear08/pointsofinterest


อ้างอิง :
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “นาขั้นบันไดบานาเว” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/นาขั้นบันไดบานาเว (20 มิถุนายน 2557) 

UNESCO World Heritage Centre. “Rice Terraces of the Philippine Cordilleras” [online].  
Available http://whc.unesco.org/en/list/722 (20 June 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Rice Terraces of the Philippine Cordilleras” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/Rice_Terraces_of_the_Philippine_Cordilleras
 (20 June 2014).
Read more →

2557/07/24

มรดกโลกในฟิลิปปินส์ 1 : นครประวัติศาสตร์วีกัน

ประเภท : มรดกโลกทางวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2542
ชื่อเป็นทางการ : เมืองประวัติศาสตร์วีกัน (Historic Town of Vigan)
ที่ตั้ง : จังหวัดอิโลโกสซูร์ ฟิลิปปินส์
เรียบเรียง : วราพรรณ  พูลสวัสดิ์

เมืองประวัติศาสตร์วีกัน (Historic Town of Vigan)

ความเป็นมาและความสำคัญ

วีกัน เป็นเมืองมรดกโลกในประเทศฟิลิปปินส์ สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 (พุทธศตวรรษที่ 21) จัดเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุด ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะลูซอน ในจังหวัดอีโลโกสซูร์ (Ilocos Sur) ทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ เป็นตัวอย่างของการวางผังเมืองที่ดีในยุคอาณานิคมสเปนในเอเชีย โดยวางผังเมืองเป็นรูปแบบเมืองการค้าของยุโรปในเอเชียที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมจีนและวัฒนธรรมยุโรปได้อย่างกลมกลืน เป็นผลให้เกิดวัฒนธรรมและภูมิทัศน์ของเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Vigan 

เมืองวีกันยังคงรักษาเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคมของสเปนไว้ได้อย่างดี ถนน และตึกเป็นแบบสเปน อาคารบ้านเรือนเก่าแก่ทรงสเปนที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่มากในเขตเมืองเก่า มีโบสถ์เก่าแก่ตั้งแต่สมัยอาณานิคมที่มีชื่อเสียง เช่น มหาวิหารวีกัน (Cathedral of Vigan) เพื่อเป็นการอนุรักษ์ ถนนในเมืองนี้จึงอนุญาตให้เฉพาะรถม้าเท่านั้นที่สัญจรได้

มหาวิหารวีกัน 
ภาพจาก : http://theaseannewsblog.blogspot.com/p/historic-town-of-vigan-philippines.html

รถม้าเท่านั้นที่อนุญาตให้สัญจรได้
ภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Vigan 

ที่ตั้ง 

ตัวเมืองวีกันตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำอาบรา (Abra) ติดกับทะเลจีนใต้ ในเขตจังหวัดอีโลโกสซูร์ เป็นเมืองริมทะเลด้านตะวันตกของเกาะลูซอน สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ห่างจากซานเฟร์นันโด รวม 140 กม. บริเวณที่เป็นเขตอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำโกวันเตส (Govantes) และแม่น้ำเมสตีโซ (Mestizo) 

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เมืองประวัติศาสตร์วีกัน ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2542 โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกด้านวัฒนธรรมจำนวน 2 ข้อ ดังนี้
(ii) เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสารณ์สถานประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใด ๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
(iv) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ


อ้างอิง : 
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “วีกัน” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/วีกัน  (25 มิถุนายน 2557) .

Read more →