แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มรดกโลกในมาเลเซีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มรดกโลกในมาเลเซีย แสดงบทความทั้งหมด

2557/08/10

มรดกโลกในมาเลเซีย 4 : อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู

ประเภท : มรดกโลกทางธรรมชาติ
ปีที่ขึ้นทะเบียน :  พ.ศ. 2543
ชื่อเป็นทางการ : อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู (Gunung Mulu National Park)
ที่ตั้ง : รัฐซาราวัค ประเทศมาเลเซีย
เรียบเรียง : แก้วตา  ธีระกุลพิศุทธิ์

อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู (Gunung Mulu National Park)

ความเป็นมาและลักษณะทางธรรมชาติ

อุทยานแห่งชาติ (Gunung Mulu National Park) ตั้งชื่อตามภูเขามูลูซึ่งเป็นภูเขาที่สูงเป็นอันดับสองในรัฐซาราวักตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว เป็นอุทยานที่ตั้งอยู่ในบนเกาะบอร์เนียว รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย มีความโดดเด่นทั้งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิประเทศแบบคาสต์ (Karst topography) ซึ่งก็คือภูมิประเทศหินปูนสูงๆ ต่ำๆ มีหน้าผาสูงชัน ยอดแหลม ตะปุ่มตะป่ำ มักพบรอยแตกกว้าง ซึ่งพัฒนากลายเป็นถ้ำในแนวดิ่งหรือแนวอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นโพรงยาว ปากถ้ำแคบ ภายในถ้ำกว้าง ผนังและเพดานถูกปกคลุมด้วยหินงอกหินย้อย ลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวเกิดจากน้ำฝน น้ำใต้ดินละลายชั้นหินปูนซึ่งถูกกัดเซาะได้ดี
เดอะ พินนาเคิล ในอุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู
ภาพจาก: en.wikipedia.org/wiki/Gunung_Mulu_National_Park

อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู ครอบคลุมพื้นที่ของภูเขามูลู มียอดเขาซึ่งเป็นภูเขาหินทรา เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด มีความ 2,376 เมตร รวมถึงถ้ำกว้างใหญ่ และถ้ำหลายขนาดที่เชื่อมโครงเป็นเครือข่ายถ้ำ มีถ้ำที่ได้สำรวจแล้วว่ามีความสวยงามน่าชม เป็นที่อยู่ของนกถ้ำและค้างคาวนับล้านตัว ตั้งอยู่ตามเส้นทางยาวอย่างน้อย 295 กิโลเมตร ถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ในอุทยานแห่งนี้ คือ  “ถ้ำซาราวัค แซมเบอร์” (Sarawak chamber) ซึ่งมีความยาว 600 เมตร กว้าง 415 เมตร และสูง 80 เมตร ยอดแหลมหินหน้าผาและซอก ซึ่งถูกกัดเซาะโดยธรรมชาติเขตร้อนเป็นรูปร่างต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงคือหินแหลมขนาดใหญ่ที่คมกริบราวกับมีดโกน ซึ่งถูกกัดกร่อนเป็นแอ่งลึก ซึ่งมีชื่อเรียกตามรูปร่างลักษณะว่า เดอะ พินนาเคิล (The Pinnacles)

ถ้ำซาราวัค แซมเบอร์ เดอะ พินนาเคิล ในอุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู
ภาพจาก : http://puiplaza.blogspot.com/2014/02/blog-post.html

อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู เป็นแหล่งในการศึกษาภูมิประเทศแบบคาสต์ ความโดดเด่นของถ้ำแสดงให้เห็นประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยามากกว่า 1.5 ล้านปี และเป็นแหล่งศึกษาพืชเขตร้อนมากที่สุดในโลก มีพื้นที่ 52,864 เฮคเตอร์ (528.64 ตารางกิโลเมตร) ประกอบด้วยเขตพืชพันธุ์ไม้ 17 เขต มีพืชตระกูลวาสคูล่า (vascular) 3,500 สายพันธุ์ ต้นไม้ตระกูลปาล์ม 109 สายพันธุ์ใน 20 ตระกูล 
อุทยานแห่งชาติกุนุงมูลู ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในปี 2000 จากยูเนสโก ในฐานะเป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางธรรมชาติ ที่มีความหลากหลายมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก 

ที่ตั้ง

อุทยานกูนูงมูลูตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียวในรัฐซาราวัค ติดกับชายแดนของประเทศบรูไน

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในปี พ.ศ. 2543 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 24 ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกด้านธรรมชาติ จำนวน 4 ข้อ คือ
(vii) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
(viii) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได
(ix) เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
(x) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย


อ้างอิง : 

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “อุทยานแห่งชาติกุนุงมูลู” [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/อุทยานแห่งชาติกุนุงมูลู (10 สิงหาคม 2557).

ศูนย์ข้อมูลมรดกโลก กระทรวงวัฒนธรรม.  “แหล่งมรดกโลก (ทั่วโลก)”.  [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://www.thaiwhic.go.th/heritageList.aspx?states=1002 (6 สิงหาคม 2557).

“อุทยานแห่งชาติ กูนุงมูลู”.  [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://www.uasean.com/kerobow01/274
(6 สิงหาคม 2557).

UNESCO World Heritage Centre. “World Heritage List” [online].  Available  http://whc.unesco.org/en/list/1013 (6 August 2014).
Read more →

2557/08/09

มรดกโลกในมาเลเซีย 3 : อุทยานคินาบาลู

ประเภท : มรดกโลกด้านธรรมชาติ
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2543
ชื่อเป็นทางการ : อุทยานคินาบาลู (Kinabalu Park)
ที่ตั้ง : รัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย
เรียบเรียง : แก้วตา  ธีระกุลพิศุทธิ์

อุทยานคินาบาลู (Kinabalu Park)

ความเป็นมา

คินาบาลูเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ของชนเผ่าพื้นเมืองดูซัน (Ducan) และเผ่ากาซาดาน (KaZadan) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นบังคับเชลยศึกที่เป็นทหารชาวอังกฤษและออสเตรเลีย เดินผ่านป่าดงดิบแห่งนี้ แต่มีผู้รอดชีวิตน้อยมาก ต่อมานายพันตรีคาร์เตอร์ จากกองทัพสหราชอาณาจักรผู้รอดชีวิต ได้ตั้งอนุสรณ์สถานคินาบาลูขึ้น จากนั้นจึงมีชาวอังกฤษเข้ามาสำรวจพื่นที่และตั้งสถานที่แห่งนี้เป็นอุทยานคินาบาลู
ภูเขาคินาบาลู
ภาพจาก : http://worldheritage.routes.travel/world-heritage-site/kinabalu-park/ 

อุทยานคินาบาลู คือเส้นทางสู่ภูเขาคินาบาลู มีความสูงอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 1,585 เมตร อุทยานแห่งนี้มีพื้นที่ 754 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ของภูเขาคินาบาลู ภูเขาทัมบายูคอน ภูเขาเทมเพลอ โดยมีภูเขาคินาบาลูซึ่งสูง 4,095.2 เมตร และเป็นภูเขาที่สูงที่สุดบนเกาะบอร์เนียว และสูงที่สุดระหว่างเทือกเขาหิมาลัยและนิวกินี จากหลักฐานทางธรณีวิทยาพบว่า ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งล้านปี ภูเขาจึงมีรูปร่างอย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ภูเขาคินาบาลูที่ตั้งตระหง่านอยู่ในอุทยาน แท้จริงแล้วคือเทือกเขาหินแกรนิตขนาดใหญ่ที่ดันเปลือกโลกขึ้นมา เมื่อเวลาผ่านไป ทรายและหินหนาหลายพันฟุตสึกกร่อนลงเผยให้เห็นเทือกเขาแห่งนี้  ในยุคน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งที่ไหลข้ามยอดเขาทำให้ยอดเขาคินาบาลูราบเรียบ แต่ยอดส่วนที่ขรุขระเหนือระดับของธารน้ำแข็งไม่ได้ถูกกัดเซาะไปด้วย ดังนั้นจึงเป็นพื้นผิวขรุขระอย่างในปัจจุบัน

ที่ตั้ง

อุทยานคินาบาลู (Kinabalu Park) ตั้งอยู่ชายฝั่งด้านตะวันตกของรัฐซาบาห์ ในตอนเหนือสุดของเกาะบอร์เนียว  ทางทิศตะวันออกของประเทศมาเลเซีย

ความสำคัญและลักษณะทางธรรมชาติ

ภายในอุทยานคินาบาลู แบ่งเขตแหล่งที่อยู่ออกตามสภาพทางภูมิศาสตร์ออกได้เป็น 4 เขต ได้แก่ ป่า lowland dipterocarp ป่าสนเขา ทุ่งหญ้าบนที่สูง และพุ่มไม้บนยอดเขา จึงเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ ทั้งพันธุ์ไม้ดอกตระกูลต่าง ๆกว่าครึ่งหนึ่งของพันธุ์ไม้ดอกที่มีอยู่ในโลก อีกทั้งเป็นที่อยู่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมของเกาะบอร์เนียว นกชนิดต่าง ๆ  และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อ่อนแอและเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์จำนวนมาก  อุทยานคินาบาลู ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศูนย์กลางพันธ์พืชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากพบพันธุ์ไม้ดอกสำคัญ ๆ ของเทือกเขาหิมาลัย จีน ออสเตรเลีย มาเลเซีย และพันธุ์ไม้เขตร้อนหลากหลายชนิด

บริเวณภูเขาเป็นแหล่งที่พบกล้วยไม้และพืชกินแมลงหลายสายพันธุ์ ที่มีชื่อเสียง คือ สายพันธุ์ Nepenthes rajah และยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ประจำถิ่นอีกมากมาย  เช่น  ปลิงแดงยักษ์คินาบาลู ไส้เดือนยักษ์คินาบาลู  นกเขียวก้านตองปีกสีฟ้าคินาบาลู ฯลฯ

ไม้ดอกที่เป็นเอกลักษณ์ของอุทยานคินาบาลู คือ ดอกบัวผุด หรือดอกแรฟเฟิลเซีย (Rafflesia arnoldii) เป็นดอกไม้ตระกูลกาฝาก ออกดอกในฤดูฝน มีดอกขนาดใหญ่และมีกลิ่นเหม็น ดอกบานภายในวันเดียวและบานทนอยู่ได้นาน 1 อาทิตย์ ดอกบัวผุดที่พบในอุทยานคินาบาลูมีอยู่ 16 สายพันธุ์
ดอกบัวผุด หรือดอกแรฟเฟิลเซีย
ภาพจาก :  www.tropicaleasy.com/files/eg/tours/ eg_tours_Khao_Sok_Rafflesia_kerrii.html 

หม้อข้าวหม้อแกงลิง หรือ Nepenthes rajah
พืชกินแมลงที่พบได้บนเขาคินาบาลู
ภาพจาก: en.wikipedia.org/wiki/Nepenthes_rajah

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

อุทยานคินาบาลู ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2543 โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกด้านธรรมชาติ จำนวน 2 ข้อ คือ
(ix) เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
(x) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย


อ้างอิง : 
ศุภลักษณ์ สนธิชัย.  2556.  100 World Heritage.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : อทิตตา พับลิเคชั่น.

การท่องเทียวมาเลเซีย. “อุทยานคินาบาลู (Kinabalu Park)” [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://www.tourism.gov.my/th-th/th/places/states-of-malaysia/sabah/kinabalu-park 
(19 กรกฎาคม 2557).

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์.  (25 สิงหาคม 2555).  “Life Style : ท่องเที่ยว”.  [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/travel/20120825/467239/
มรดกโลก-คินาบาลู.html  (19 กรกฎาคม 2557). 

UNESCO World Heritage Centre. “World Heritage List” [online].  Available http://whc.unesco.org/en/list/1012 (6 August 2014).

Read more →

มรดกโลกในมาเลเซีย 2 : แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง

ประเภท : มรดกโลกทางวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2555
ชื่อเป็นทางการ : แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง (Archaeological Heritage of the Lenggong Valley)
ที่ตั้ง : รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย
เรียบเรียง : เสถึยรพงศ์ ใจเย็น

แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง (Archaeological Heritage of the Lenggong Valley)

ความเป็นมาและความสำคัญ

หุบเขาเล็งกองในรัฐเประ (เปรัค Perak) ประเทศมาเลเซีย เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางด้านโบราณคดีมากที่สุดของคาบสมุทรมาเลเซีย มีการขุดค้นพบร่องรอยในยุคก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการดำรงชีวิตของมนุษย์ในยุคต้นที่เก่าแก่ที่สุดในคาบสมุทรมาเลเซีย เล็งกองเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่โล่งและถ้ำ เป็นแหล่งที่ค้นพบโครงกระดูก ฟอสซิลของมนุษย์ซึ่งเรียกว่า มนุษย์เประ (Perak Man)  ในถ้ำพบค้นพบเครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา อาวุธ และเครื่องมือหิน ถ้ำหลายแห่งในเล็งกองเป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงหลักฐานการดำรงชีวิตและการล่าสัตว์ของมนุษย์ในยุคต้น

Gau Gunung Rutuh พื้นที่ส่วนหนึ่งของหุบเขาเล็งกอง

ฟอสซิลโครงกระดูกมนุษย์ Perak Man
ภาพจาก : http://malaysianaexplorer.blogspot.com/2013/07/in-search-of-perak-man-part-1.html

แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง (Archaeological Heritage of the Lenggong Valley) ได้รับการขึ้นทะเบียนเเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2012 รวมแหล่งโบราณคดี 4 แห่ง เข้าด้วยกัน ได้แก่

1) บูกิตบูนูห์ (Bukit Bunuh) และ โกตาแทมปาน (Kota Tampan) เป็นแหล่งโบราณคดีแบบเปิดโล่ง มีพิพิธภัณฑ์และแหล่งขุดค้นโบราณคดีที่ตั้งอยู่ เป็นแหล่งโบราณคดีที่ให้ข้อมูลทางโบราณคดีและทางธรณีวิทยาที่สำคัญเป็นอย่างมาก ที่ทำให้เข้าใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมในยุคโบราณกับพฤติกรรมทางปัญญาและวัฒนธรรมของมนุษย์ในยุคต้นผ่านการใช้งานของเครื่องมือหิน

3) บูกิตจาวา Bukit Jawa เป็นแหล่งขุดค้นโบราณคดีแบบเปิดโล่ง
Bukit Jawa
ภาพจาก : http://lenggong.heritage.gov.my/

3 บูกิตเคปาลากาจาห์ (Bukit Kepala Gajah) เป็นเทือกเขาหินปูนและถ้ำหลายแห่ง แหล่งโบราณคดีอยู่ในเพิงผาหินในเทือกเขาหินปูน บูกิต เคปา กาจาห์ ตั้งอยู่ประมาณ 1 กิโลเมตรจากเมือง เล็งกอง การขุดค้นในปี 1990 เผยให้เห็นหลักฐานของการอยู่อาศัยของมนุษย์ประมาณ 11,000 ถึง 6,000 ปีที่ผ่านมา หลักฐานส่วนใหญ่ประกอบด้วยเครื่องมือหินดังกล่าวเป็นเครื่องมือ และซากสัตว์

4) บูกิตกัวฮาริมัว (Bukit Gua Harimau) เป็นแหล่งโบราณคดี สุสานยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาหินปูนบูกิตกัวฮาริมัว ประมาณ 10 กิโลเมตรจากเมืองเล็งกอง กัวฮาริมัว เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ลึกประมาณ 28 เมตร สูง 20 เมตร พื้นถ้ำปกคลุมไปด้วยก้อนหินงอกหินย้อย มีการขุดพบซากศพโบราณในถ้ำ 11-12 ซาก ดูเหมือนว่าถ้ำแห่งนี้ถูกนำมาใช้เป็นสุสานช่วงระหว่างปลายยุคหินใหม่และยุคโลหะตอนต้น (อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 10,200 – 45,00 /2,000 ปีก่อนคริสตกาล)
Gua Harimau ภาพจาก : http://lenggong.heritage.gov.my/ Harimau

แหล่งโบราณคดีเหล่านี้ เป็นหนึ่งในแหล่งที่มีการบันทึกเรื่องราวของมนุษย์ในยุคต้นอยู่ในสถานที่เดียว ที่มีอายุยาวนานและเก่าแก่ที่สุดที่อยู่นอกทวีปแอฟริกา จำนวนของแหล่งที่พบในพื้นที่ ซึ่งมีขอบเขตสัมพันธ์กันทั้ง 4 แห่งนี้ ทำให้สามารถคาดคะเนปรากฏการก่อตัวขึ้นของประชากรขนาดใหญ่ กึ่งเร่ร่อนกึ่งตั้งหลักปักฐาน กับวัฒนธรรมในสมัยหินเก่า หินใหม่ และยุคโลหะ ที่ยังเหลือให้เห็นอยู่

ภาพจาก : lenggong.heritage.gov.my

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ในหุบเขาเล็งกอง รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 32 เมื่อปี พ.ศ. 2555 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนนาดา ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกทางวัฒนธรรม จำนวน 2 ข้อ ดังนี้
(iii)  เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
(iv)  เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ


อ้างอิง :
UNESCO World Heritage Centre. “Archaeological Heritage of the Lenggong Valley”. [online]. Available http://whc.unesco.org/en/list/1396 (20 July 2014).

Department of National Heritage, Malaysia. "Archaeological Heritage of the Laenggong Valley (AHLV) A UNESCO World Heritage Site". [Online]. Available http://lenggong.heritage.gov.my (20 July 2014).

 Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Lenggong” [Online]. Available  http://en.wikipedia.org/wiki/Lenggong  (20 July 2014).
Read more →

2557/08/04

มรดกโลกในมาเลเซีย 1 : มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา

ประเภท : มรดกทางวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2551
ชื่อเป็นทางการ : มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา 
(Melaka and George Town, Historic Cities of the Straits of Malacca)
ที่ตั้ง : มะละกาและปีนัง มาเลเซีย
เรียบเรียง : เสถียรพงศ์  ใจเย็น

มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา (Melaka and George Town, Historic Cities of the Straits of Malacca)

ความเป็นมา

มะละกา เป็นเมืองหลวงของรัฐมะละกา ประเทศมาเลย์เซีย เป็นอาณาจักรเก่าแก่ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์ด้านทิศตะวันตก ติดกับช่องแคบระหว่างคาบสมุทรมาเลย์กับเกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นช่องทางการเดินเรือและค้าขายทางทะเลระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิคข้ามไปยังมหาสมุทรอินเดียและแอตแลนติค จึงอยู่ในเส้นทางที่ประเทศมหาอำนาจของโลกในเวลานั้นต้องการยึดครองเพื่อการขยายอาณาเขต

มะละกามีต้นกำเนิดมาจากรัฐสุลต่านมาเลย์ ผู้สถาปนาอาณาจักรแห่งนี้คือ เจ้าชายปรเมศวรแห่งเมืองปาเล็มบัง ที่ลี้ภัยการเมืองออกมาจากอาณาจักรมัชปาหิตบนเกาะชวา ในปี พ.ศ. 1939 และกลายเป็นจักรวรรดิการค้าที่ยิ่งใหญ่ในอีก 200 ปีต่อมา และเป็นแหล่งแรกที่ศาสนาอิสลามเข้าสู่มาเลเซียผ่านทางพ่อค้ามุสลิมอินเดียที่มาจากปาไซ และเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบสุลต่าน
ภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Malacca

มะละกาและจอร์จทาวนได้ถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกกับตะวันตกมากว่า 500 ปี โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมทั้งเอเชียและยุโรปผสมผสานกัน ส่งผลให้เมืองนี้เกิดมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย อันจะเห็นได้จากอาคารบ้านเรือน โบสถ์ ที่ทำการรัฐบาล จตุรัส ป้อมปราการ ในมะละกา ส่วนจอร์จทาวน์ก็เป็นตัวแทนถึงยุคอาณานิคมอังกฤษ ทั้งสองเมืองนี้ จึงมีภูมิทัศน์ทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ที่หาไม่ได้ในเอเซียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่ตั้ง

เป็นรัฐทางตอนใต้ในประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบมะละกา ตรงข้ามกับเกาะสุมาตรา

ความสำคัญ

เมืองมะละกาเป็นเมืองท่าสำคัญบนช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญโดยเฉพาะในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่มะละการุ่งเรืองมาก นั่นจึงเป็นเหตุให้เมืองนี้เป็นที่หมายปองของบรรดาจักรวรรดินิยม จนในที่สุดโปรตุเกสได้เดินทางเข้ามายึดครองในปี พ.ศ. 2054-2184 ก่อนที่จะถูกดัตช์ (ฮอลแลนด์) เข้ามาครอบครองต่อในปี พ.ศ. 2184-2338 ก่อนที่จะเปลี่ยนมือผู้ปกครองมาเป็นอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2338-2484 แล้วญี่ปุ่นก็เข้ามายึดต่ออีกทีในช่วงสั้น ๆ ระหว่าง พ.ศ.2484-2488 จากนั้นมะละกากลับไปอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2488-2500  มาเลเซียปลดแอกเป็นไทด้วยการประกาศอิสรภาพ ในปี พ.ศ. 2500 สถานที่ประกาศเอกราชคือ มะละกา ซึ่งในปัจจุบันตึกอนุสรณ์ในประกาศอิสรภาพยังคงตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ในมะละกา

มะละกา เป็นเมืองวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยร่องรอยของประวัติศาสตร์สำคัญของมาเลเซีย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ นครแห่งประวัติศาสตร์ ของชนขาติมาเลเซีย”สถานที่สำคัญของมะละกา คือ บริเวณจตุรัสแดง บนถนน Lak sa ma na หรือที่เรียกว่า จัตุรัสดัตช์ เนื่องจากที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางชุมชนดัตช์ในสมัยที่เข้ามาปกครองมลายู ซึ่งแวดล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกอันสวยงาม มีใจกลางจัตุรัส เป็นลานน้ำพุเก่าแก่แบบอังกฤษที่สร้างถวายแด่ราชินีวิคตอเรียในปี พ.ศ. 2447 และมีสถาปัตยกรรมแบบดัตช์สีแดงโดดเด่น ประกอบไปด้วย โบสถ์คริสต์ ศิลปกรรมดัตช์ประยุกต์ ทีสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2296 และอาคารสตัดธิวท์ (Stadhuys) ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2193 เป็นอาคารดัตช์เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย ปัจจุบันอาคารสตัดธิวท์กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวรรณคดีที่น่าสนใจยิ่งของมะละกา
โบสถ์คริสต์ (Chirst Church) ตั้งอยู่บริเวณจัตรัสแดง
ภาพจาก : http://humantumbleweed.com/?p=1281

อาคารสตัดธิวท์ (Stadhuys) อาคารดัตช์เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย
ภาพจาก : http://www.panoramio.com/photo/31535840

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา (Melaka and George Town, Historic Cities of the Straits of Malacca) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมาเลเซีย ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 32 เมื่อปี พ.ศ. 2551 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนนาดา ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา จำนวน 3 ข้อ ดังนี้
(ii)  เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใด ๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
(iii)  เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
(iv)  เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ


อ้างอิง
ผู้จัดการออนไลน์.“มะละกา เมืองมรดกโลกใหม่ในสายธารประวัติศาสตร์” [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มาhttp://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085737 (21 กรกฎาคม 2557)

วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิพิเดีย. “รัฐมะละกา” [ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/รัฐมะละกา (21 กรกฎาคม 2557)

MalaysiaFanclub.“สะพายกล้องชมความงาม มะละกา เมืองมรดกโลก” [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มาhttp://www.malaysiafanclub.com/index.php?topic=192.0 (25 March 2014).
Read more →