แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มรดกโลกในอาเซียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มรดกโลกในอาเซียน แสดงบทความทั้งหมด

2558/09/02

มรดกโลกในสิงคโปร์ 1 : สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์

ประเภท : มรดกโลกทางวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ.2558
ชื่อเป็นทางการ : สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ (Singapore Botanic Gardens)
ที่ตั้ง :  สิงคโปร์
เรียบเรียง : นัชรี อุ่มบางตลาด, สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ (Singapore Botanic Gardens) 

ความเป็นมาและความสำคัญ

สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ เป็นมรดกโลกแห่งแรกของสิงคโปร์ และเป็นสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกในทวีปเอเชียและเป็นแห่งที่ 3 ของโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ต่อจากสวนพฤกษศาสตร์แพดัว (Orto Botanico di Padova) ในประเทศอิตาลี และ Royal Botanic Gardens ในเขตคีว (Kew) ของประเทศอังกฤษ โดยสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ เป็นสวนสไตล์อังกฤษเพียงแห่งเดียวในโซนภูมิประเทศเขตร้อนและตั้งอยู่กลางใจเมืองของประเทศสิงคโปร์

สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์  มีพื้นที่มากกว่า 260 ไร่ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2402  มีอายุถึง 156 ปี จึงแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของสวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนของอาณานิคมอังกฤษ ที่ได้กลายเป็นสถาบันการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อันทันสมัยระดับโลกซึ่งใช้สำหรับทั้งการอนุรักษ์และการศึกษา มีบทบาทสำคัญในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำทางด้านพฤกษศาสตร์เขตร้อน

ในช่วงปีแรกที่สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาการเกษตรในประเทศสิงคโปร์และภูมิภาค การทดลองและการกระจายพืชที่มีประโยชน์ และหนึ่งในความสำเร็จที่เก่าแก่ที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุดคือ การแนะนำการทดลองและการส่งเสริมการขายยางพารา จนกลายเป็นพืชหลักที่นำความเจริญรุ่งเรืองที่ดีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2418

นอกจากนี้ สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ ยังประกอบไปด้วยสวนกล้วยไม้แห่งชาติสิงคโปร์ ที่มีกล้วยไม้มากกว่า 2,000 ชนิดจัดแสดงอยู่ และมีการจำลองป่าฝนเมืองร้อนอีกด้วย

บางส่วนของสวนกล้วยไม้แห่งชาติ (National Orchid Garden) ในสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์
ภาพจาก : เว็บไซต์สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์  http://www.sbg.org.sg

ป่าฝนเขตร้อน ในสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์
ภาพจาก : เว็บไซต์สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์  http://www.sbg.org.sg

ที่ตั้ง

ใจกลางเมืองสิงคโปร์
ที่อยู่ Singapore Botanic Gardens, 1 Cluny Road, Singapore 259569

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2558 ณ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี  ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา จำนวน 2 ข้อ ดังนี้
(ii) เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
(iv) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ


อ้างอิง :
สำนักข่าวไทย. "Wow Asean : สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ได้เป็นมรดกโลก" [ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มา http://www.tnamcot.com/content/227659  (10 สิงหาคม 2558)

UNESCO World Heritage Centre. "Singapore Botanic Gardens" [online].  Available http://whc.unesco.org/en/list/1483/ (31 August 2015).

Singapore Botanic Gardens. "The History of Singapore Botanic Gardens" [online].  Available https://www.sbg.org.sg/index.php?option=com_k2&view=item&layout=item&id=15&Itemid=9 (31 August 2015).

Read more →

2558/09/01

ขั้นตอนและหลักเกณฑ์ในการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

เรียบเรียง : นัชรี  อุ่มบางตลาด, งานเทคโนโลยีสารนเทศเพื่อการศึกษา สถาบัน กศน.ภาคเหนือ


มรดกโลก (World Heritage Site) 


มรดกโลก คือ สถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้าง รวมไปถึงเมือง ที่มีความสำคัญและบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติหรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรปกป้องรักษาสิ่งเหล่านั้นให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต

โดยองค์การยูเนสโกได้เริ่มทำการคัดเลือกสถานที่ที่เป็นมรดกโลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 มรดกโลกแต่ละแห่งเป็นทรัพย์สินของประเทศที่เป็นเจ้าของดินแดนที่มรดกโลกนั้นตั้งอยู่ แต่ได้ถูกพิจารณาให้เป็นผลประโยชน์ของประชาคมระหว่างประเทศในการอนุรักษ์มรดกโลกแห่งนั้น

ในปัจจุบัน (กรกฎาคม 2558) มีมรดกโลกทั้งหมด 1,031 แห่ง ใน 163 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 802 แห่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 197 แห่ง และอีก 32 แห่งเป็นแบบผสมทั้งสองประเภท


ขั้นตอนการเสนอชื่อสถานที่เป็นมรดกโลก

  1. ประเทศที่ต้องการเสนอชื่อสถานที่ในประเทศให้ได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อสถานที่ที่มีความสำคัญทางธรรมชาติและวัฒนธรรมทั้งหมดภายในประเทศของตน เรียกว่า บัญชีรายชื่อเบื้องต้น(Tentative List) ขึ้นมาก่อน และสถานที่ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีนี้แล้วเท่านั้น จึงจะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อ
  2. ประเทศที่ต้องการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก จะต้องคัดเลือกสถานที่มาจากบัญชีรายชื่อเบื้องต้น และจัดทำเป็นแฟ้มข้อมูล (Nomination File) เพื่อยื่นต่อองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและพิจารณา ได้แก่ สภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (International Council on Monuments and Sites) และ สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ (World Conservation Union) ทั้งสององค์กรจะเป็นผู้ยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการมรดกโลก 
  3. คณะกรรมการมรดกโลกจะมีการประชุมร่วมกันปีละหนึ่งครั้ง เพื่อตัดสินว่าสถานที่ที่มีการเสนอชื่อแห่งใดบ้างที่ควรได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หรือทางคณะกรรมการอาจร้องขอให้ประเทศที่เสนอชื่อได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่เพิ่มเติม โดยการพิจารณาว่าสถานที่ที่ขอขึ้นทะเบียนนั้น มีลักษณะตามเกณฑ์มาตรฐานข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ

ข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สถานที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จะต้องมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์อย่างน้อย 1 ข้อ โดยองค์กรยูเนสโก มีข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา (พ.ศ. 2548) ทั้งหมด 10 ข้อ  โดยแบ่งเป็นเกณฑ์มรดกโลกทางวัฒนธรรม 6 ข้อ (หลักเกณฑ์ข้อที่ 1-6) และหลักเกณฑ์มรดกโลกทางธรรมชาติ 4 (หลักเกณฑ์ข้อที่ 6-10) ดังนี้

หลักเกณฑ์สำหรับมรดกโลกทางวัฒนธรรม  มีข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ทั้งหมด 6 ข้อ
(i) เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
(ii) เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
(iii) เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
(iv) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
(v) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา

หลักเกณฑ์มรดกโลกทางธรรมชาติ มีข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ทั้งหมด 4 ข้อ
(vi) มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์
หลักเกณฑ์สำหรับมรดกโลกทางธรรมชาติ  มีข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ทั้งหมด 4 ข้อ
(vii) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
(viii) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได
(ix) เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
(x) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย



อ้างอิง : 
ศูนย์ข้อมูลมรดกโลก. กระทรวงวัฒนธรรม “หลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนมรดกโลก” [ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มา http://www.thaiwhic.go.th/convention.aspx#a4 (13 ธันวาคม 2556)

วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิพิเดีย. “มรดกโลก” [ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/มรดกโลก (19 สิงหาคม 2558)

UNESCO World Heritage Centre.  “The Criteria for Selection” [Online].
Available http://whc.unesco.org/en/criteria/ (13 December 2013).

Read more →

มรดกโลกในเวียดนาม 8 : แหล่งภูมิทัศน์จางอัน

ประเภท : มรดกโลกแบบผสม (วัฒนธรรมและธรรมชาติ)
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2557
ชื่อเป็นทางการ : แหล่งภูมิทัศน์จางอัน (Trang An Landscape Complex)
ที่ตั้ง : จังหวัดนิญบิ่ญ เวียดนาม
เรียบเรียง : นัชรี อุ่มบางตลาด  สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

แหล่งภูมิทัศน์จางอัน (Trang An Landscape Complex)

ความเป็นมาและความสำคัญ

แหล่งภูมิทัศน์จางอัน 
ภาพจาก : http://meracushotels.com/trang-an-bai-dinh-tour/#.VeWppfmqqko

แหล่งภูมิทัศน์จางอัน (Trang An Landscape Complex)  เป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยวล่องเรือในถ้ำที่มีชื่อเสียงของเวียดนาม มีสภาพภูมิประเทศที่งดงามไปด้วยยอดเขาหินปูน หุบเขา และแม่น้ำหลายสาย เขาหินปูนบางส่วนจมอยู่ใต้น้ำ ล้อมรอบไปด้วยหน้าผาสูงชัน เป็นทัศนีย์ภาพอันสวยงาม

จากการสำรวจถ้ำที่ความสูงต่างระดับกันในภูเขาแถบนี้ ได้ค้นพบร่องรอยทางโบราณคดีที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ในช่วงระยะเวลาต่อเนื่องกันมานานกว่า 30,000 ปี ร่องรอยเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการดำรงชีพในภูเขาแทบนี้ในแต่ละฤดูกาล การเป็นนักล่า การปรับตัวของมนุษย์ในยุคนั้นให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่แทบนี้จากระดับน้ำทะเลหลังจากการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็ง แสดงให้ถึงเรื่องราวของการดำรงชีพของมนุษย์ดำเนินผ่านมาตั้งแต่ยุคหินใหม่ ยุคสำริด จนกระทั่งถึงยุคประวัติศาสตร์

แหล่งภูมิทัศน์จางอันที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนี้ มีพื้นที่ประมาณ 6,172 เฮกเตอร์ (61.72 ตารางกิโลเมตร) ยังรวมถึงพื้นที่เมืองโบราณฮัวลู (Hao Lu) เมืองหลวงเก่าของเวียดนามที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ประมาณคริสต์ศตวรรษที 10 และ 11 และวัด เจดีย์ ทุ่งนาและหมู่บ้านเล็ก ๆ ในบริเวณนี้อีกด้วย


วัดดิงห์เตียนฮว่าง (Đinh Tiên Hoàng) สร้างเป็นอนุสรณ์กษัตริย์ดิงห์เตียนฮว่าง 
ในเมืองโบราณฮัวลู เมืองหลวงเก่าของเวียดนาม
ภาพต้นฉบับโดย : Jean-Pierre Dalbéra
จาก http://www.flickr.com/photos/dalbera/4366422734/in/photostream/ 

ที่ตั้ง

แหล่งภูมิทัศน์จางอัน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของริมฝั่งสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงในจังหวัดนิญบิ่ญ ประเทศเวียดนาม

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

แหล่งภูมิทัศน์จ่างอาน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมรดกโลกแบบผสม ทั้งทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 38 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์  ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาทางวัฒนธรรม 1 ข้อ และทางธรรมชาติ 2 ข้อดังนี้

หลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรม
(v) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา
หลักเกณฑ์ทางธรรมชาติ
(vii) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
(viii) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได


อ้างอิง :
วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิพิเดีย. "แหล่งภูมิทัศน์จ่างอาน" [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา
http://th.wikipedia.org/wiki/แหล่งภูมิทัศน์จ่างอาน (25 มิถุนายน 2558).

UNESCO World Heritage Centre. "Trang An Landscape Complex" [online].  Available http://whc.unesco.org/en/list/1438 (25 June 2015).

Read more →

2557/08/10

มรดกโลกในมาเลเซีย 4 : อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู

ประเภท : มรดกโลกทางธรรมชาติ
ปีที่ขึ้นทะเบียน :  พ.ศ. 2543
ชื่อเป็นทางการ : อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู (Gunung Mulu National Park)
ที่ตั้ง : รัฐซาราวัค ประเทศมาเลเซีย
เรียบเรียง : แก้วตา  ธีระกุลพิศุทธิ์

อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู (Gunung Mulu National Park)

ความเป็นมาและลักษณะทางธรรมชาติ

อุทยานแห่งชาติ (Gunung Mulu National Park) ตั้งชื่อตามภูเขามูลูซึ่งเป็นภูเขาที่สูงเป็นอันดับสองในรัฐซาราวักตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว เป็นอุทยานที่ตั้งอยู่ในบนเกาะบอร์เนียว รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย มีความโดดเด่นทั้งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิประเทศแบบคาสต์ (Karst topography) ซึ่งก็คือภูมิประเทศหินปูนสูงๆ ต่ำๆ มีหน้าผาสูงชัน ยอดแหลม ตะปุ่มตะป่ำ มักพบรอยแตกกว้าง ซึ่งพัฒนากลายเป็นถ้ำในแนวดิ่งหรือแนวอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นโพรงยาว ปากถ้ำแคบ ภายในถ้ำกว้าง ผนังและเพดานถูกปกคลุมด้วยหินงอกหินย้อย ลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวเกิดจากน้ำฝน น้ำใต้ดินละลายชั้นหินปูนซึ่งถูกกัดเซาะได้ดี
เดอะ พินนาเคิล ในอุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู
ภาพจาก: en.wikipedia.org/wiki/Gunung_Mulu_National_Park

อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู ครอบคลุมพื้นที่ของภูเขามูลู มียอดเขาซึ่งเป็นภูเขาหินทรา เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด มีความ 2,376 เมตร รวมถึงถ้ำกว้างใหญ่ และถ้ำหลายขนาดที่เชื่อมโครงเป็นเครือข่ายถ้ำ มีถ้ำที่ได้สำรวจแล้วว่ามีความสวยงามน่าชม เป็นที่อยู่ของนกถ้ำและค้างคาวนับล้านตัว ตั้งอยู่ตามเส้นทางยาวอย่างน้อย 295 กิโลเมตร ถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ในอุทยานแห่งนี้ คือ  “ถ้ำซาราวัค แซมเบอร์” (Sarawak chamber) ซึ่งมีความยาว 600 เมตร กว้าง 415 เมตร และสูง 80 เมตร ยอดแหลมหินหน้าผาและซอก ซึ่งถูกกัดเซาะโดยธรรมชาติเขตร้อนเป็นรูปร่างต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงคือหินแหลมขนาดใหญ่ที่คมกริบราวกับมีดโกน ซึ่งถูกกัดกร่อนเป็นแอ่งลึก ซึ่งมีชื่อเรียกตามรูปร่างลักษณะว่า เดอะ พินนาเคิล (The Pinnacles)

ถ้ำซาราวัค แซมเบอร์ เดอะ พินนาเคิล ในอุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู
ภาพจาก : http://puiplaza.blogspot.com/2014/02/blog-post.html

อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู เป็นแหล่งในการศึกษาภูมิประเทศแบบคาสต์ ความโดดเด่นของถ้ำแสดงให้เห็นประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยามากกว่า 1.5 ล้านปี และเป็นแหล่งศึกษาพืชเขตร้อนมากที่สุดในโลก มีพื้นที่ 52,864 เฮคเตอร์ (528.64 ตารางกิโลเมตร) ประกอบด้วยเขตพืชพันธุ์ไม้ 17 เขต มีพืชตระกูลวาสคูล่า (vascular) 3,500 สายพันธุ์ ต้นไม้ตระกูลปาล์ม 109 สายพันธุ์ใน 20 ตระกูล 
อุทยานแห่งชาติกุนุงมูลู ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในปี 2000 จากยูเนสโก ในฐานะเป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางธรรมชาติ ที่มีความหลากหลายมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก 

ที่ตั้ง

อุทยานกูนูงมูลูตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียวในรัฐซาราวัค ติดกับชายแดนของประเทศบรูไน

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในปี พ.ศ. 2543 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 24 ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกด้านธรรมชาติ จำนวน 4 ข้อ คือ
(vii) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
(viii) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได
(ix) เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
(x) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย


อ้างอิง : 

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “อุทยานแห่งชาติกุนุงมูลู” [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/อุทยานแห่งชาติกุนุงมูลู (10 สิงหาคม 2557).

ศูนย์ข้อมูลมรดกโลก กระทรวงวัฒนธรรม.  “แหล่งมรดกโลก (ทั่วโลก)”.  [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://www.thaiwhic.go.th/heritageList.aspx?states=1002 (6 สิงหาคม 2557).

“อุทยานแห่งชาติ กูนุงมูลู”.  [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://www.uasean.com/kerobow01/274
(6 สิงหาคม 2557).

UNESCO World Heritage Centre. “World Heritage List” [online].  Available  http://whc.unesco.org/en/list/1013 (6 August 2014).
Read more →

มรดกโลกในลาว 2 : ปราสาทหินวัดพูและสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงในแขวงจำปาสัก

ประเภท : มรดกโลกด้านวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2544
ชื่อเป็นทางการ : ปราสาทหินวัดพูและสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงในแขวงจำปาสัก (Vat Phou and Associated Ancient Settlements within the Champasak Cultural Landscape)
ที่ตั้ง : แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว
เรียบเรียง : อุบลรัตน์ มีโชค

ปราสาทหินวัดพูและสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงในแขวงจำปาสัก (Vat Phou and Associated Ancient Settlements within the Champasak Cultural Landscape)

ภาพจาก : adventuressetravels.wordpress.com/2012/05/29/laos-angkor-wat/

ความเป็นมาและความสำคัญ

ปราสาทหินวัดพู หรือวัดพู นครจำปาสัก ในอดืตเคยป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งอารยธรรมโบราณถึง 3 สมัยด้วยกัน คือ อาณาจักรเจนละในช่วงศตวรรษที่ 6-8 ค้นพบจารึกกล่าวถึงการฆ่าคนเพื่อบูชาแด่เทพเจ้า ต่อมาเป็นยุคของอาณาจักรขอมสมัยก่อนเมืองพระนคร เลือกบริเวณนี้เป็นที่สร้างปราสาทหิน และสุดท้ายอาณาจักรล้านช้างได้เปลี่ยนเทวลัยในศาสนาฮินดูให้เป็นวัดในพุทธศาสนานิกายเถรวาท

ปัจจุบันปราสาทหินวัดพู ถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวพุทธ เพราะว่านับตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา ศาสนาพุทธได้เข้ามาแทนที่ศาสนาฮินดู ทำให้ศาสนสถานที่เคยเป็นของอาณาจักรขอมมาก่อนเปลี่ยนเป็นการทำพิธีกรรมของศาสนาพุทธ เช่น จะมีการจัดงานประจำปีวัดพู ในช่วงวันเพ็ญเดือน 3 ซึ่งตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

งานสถาปัตยกรรมปราสาทหินวัดพูจะคล้ายกับเขาพระวิหาร ปราสาทหินที่สวยที่สุดในประเทศลาวสิ่งที่แตกต่างกันคือภูมิประเทศ ด้านหลังปราสาทจะเห็นภูเขามองเห็นแต่ไกล รูปร่างคล้ายนมของผู้หญิงและคนเกล้ามวยผม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อภูเขานี้ว่า “เขานมสาว”แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า“ภูเกล้า”
ภาพจาก : www.tourismlaos.org/show.php?Cont_ID=28

นอกจากความสูงของเนินเขาแล้ว ด้านล่างยังถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำโขง ทำให้อากาศเย็นตลอดปี  อาณาเขตของปราสาทหินวัดพู เริ่มต้นจากริ่มฝั่งแม่น้ำโดยมีบันไดทางขึ้นรถหลั่นกันขึ้นมา 3 ชั้น จนถึงองค์ประธานของปราสาทซึ่งอยู่บนสุด นอกเขตวัดมีบารายขนาดใหญ่ เมื่อเข้าไปในบริเวณวัด จะเห็นซากวังที่พระราชวงศ์สายจำปาสักให้สร้างขึ้น ถัดมามีบันไดทางขึ้นขั้นที่ตัดในแนวตะวันออก – ตะวันตก ทอดผ่านสระน้ำทรงสี่เหลี่ยม 2 แห่ง ชั้นกลางมีปรางค์ 2 หลังขนาบ  เหนือโคปุระหรือประตูทางเข้าทั้งสองเป็นทับหลังแกะสลักภาพนูนต่ำเล่าเรื่องราวในศาสนาฮินดู  จากลักษณะอันโดดเด่นของปราสาทหินวัดพูและสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่สองของประเทศลาว 
ภาพจาก : www.tourismlaos.org/show.php?Cont_ID=28

ที่ตั้ง

ปราสาทหินวัดพู ตั้งอยู่บนเนินเขาภู หรือเรียกกันว่าภูควาย ห่างจากตัวเมืองเก่าจำปาสักประมาณ 6 กิโลเมตร

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ปราสาทหินวัดพูและสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 25  เมื่อปี พ.ศ. 2544 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกด้านวัฒนธรรม ดังนี้
(iii) เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
(iv) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
(vi) มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์ 
              

อ้างอิง : 
ไทยรัฐออนไลน์. “ตำนานรัก...แห่งจำปาสัก อลังการงาน"บุนวัดพู 2013". [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.thairath.co.th/content/319456 (28  มิถุนายน 2557)

Voice TV. “เที่ยวปราสาทหินวัดพู ปราสาทหินที่เก่าแก่ที่สุดในโลก”.  [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://shows.voicetv.co.thvoice-news/87555.html (1  กรกฎาคม  2557)

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “ปราสาทหินวัดพูและสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงในแขวงจำปาสัก”. [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://.th.wikipedia.org/wiki/ (1  กรกฎาคม  2557)

บริษัท โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์ จำกัด. “ลาวใต้ ปราสาทหินวัดพู ปราสาทวัดพู มรดกโลกแห่งลาวใต้”. [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://www.oceansmile.com/Lao/Watphu.htm (28 มิถุนายน 2557)

UNESCO World Heritage Centre. “Vat Phou and Associated Ancient Settlements within the Champasak   Cultural Landscape” [online].  Available http://whc.unesco.org/en/list/481 (21 July 2014).
Read more →

มรดกโลกในเลาว 1 : เมืองหลวงพระบาง

ประเภท : มรดกโลกด้านวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2538
ชื่อเป็นทางการ :  เมืองหลวงพระบาง (Town of Luang Prabang)
ที่ตั้ง : แขวงหลวงพระบาง ประเทศลาว
เรียบเรียง : อุบลรัตน์  มีโชค

เมืองหลวงพระบาง (Town of Luang Prabang) 

ความเป็นมาและความสำคัญ

เมืองหลวงพระบางอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศลาวมาก่อนในยุคสมัยอาณาจักรล้านช้าง พระเจ้าฟ้างุ้มเป็นผู้รวบรวมแว่นแคว้นต่าง ๆ ของชนเผ่าไท-ลาวในเขตลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำคาน แม่น้ำอู ก่อตั้งอาณาจักรล้านช้างขึ้นมา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่หลวงพระบาง ในช่วงปี พ.ศ. 1896-1916 โดยการช่วยเหลือของกษัตริย์ขอม (มเหสีของเจ้าฟ้างุ้ม คือพระราชธิดาของกษัตริย์ขอมในขณะนั้น) พร้อม ๆ กับเอาพุทธศาสนาเข้ามาแทนการนับถือผี

เดิมอาณาจักรล้านช้างมีชื่อเรียกว่า “เมืองชวา” อันเนื่องมากจากมีชาวชวาอาศัยอยู่มากกว่ากลุ่มอื่นพอประมาณปี พ.ศ. 1900 เปลี่ยนชื่อมาเป็น “เมืองเชียงทอง” กระทั่งกษัตริย์ขอมได้พระราชทานพระพุทธรูปองค์หนึ่งมีชื่อว่า“พระลาง” เป็นพระพุทธรูปศิลปะสิงหล เจ้าฟ้างุ้มจีงทรงเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น “หลวงพระบาง”
หอพระบาง สถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระบาง
www.artphotoasia.net/southeast-asia/luang-prabang-images/

หลวงพระบางเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาที่โอบล้อม มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมายและบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง (คนลาวเรียกว่าแม่น้ำของ) และแม่น้ำคานที่ไหลมาบรรจบกันเกิดเป็นแหลมกลางเมือง ด้วยเอกลักษณ์และความสวยงามของเมืองหลวงพระบางที่ได้รับอิทธิพลจากสมัยยุคล่าอาณานิคม ทำให้เมืองหลวงพระบางมีอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมโคโลเนียลสไตล์  รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยังคงสวยงามและสืบสานมาจนทุกวันนี้

เมืองหลวงพระบาง ภาพจาก : en.wikipedia.org/wiki/Luang_Prabang


หลวงพระบางซีงเคยเป็นเมืองหลวงและเป็นที่ประทับของกษัตริย์ลาวมาถึงศตวรรษที่ 16  ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดื จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้นไม่ใช่แค่บางจุดของเมือง แต่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทั้งเมืองหลวงพระบาง สาเหตุสำคัญที่ทำให้เมืองหลวงพระบางได้รับการยกย่องเป็นเมืองมรดกโลก คือ เมืองหลวงพระบางเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม ตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน ภูมิศาสตร์เมืองมีความโดดเด่นการวางผังเมืองมีเอกลักษณ์ และการดำรงรักษาสถาปัตยกรรมดั้งเดิม การคงสภาพเมืองไม่มีการเปลี่ยนแปลง
พระราชวังหลวงพระบาง ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์
ภาพจาก: travelcie.com/view/laos/royal-palace-luang-prabang

ที่ตั้ง

เมืองหลวงพระบาง ตั้งอยู่ทางเหนือของนครเวียงจันทร์

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เมืองหลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม เมื่อเดือนธันวาคม  พ.ศ. 2538 โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกด้านวัฒนธรรมจำนวน 3 ข้อ คือ
(ii) เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมา ในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
(iv)   เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
(v) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา


อ้างอิง : 
คู่มือเที่ยวหลวงพระบาง. บทความ:เกี่ยวกับหลวงพระบาง. [ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มา http://.go-Lao.com/blog/ (17 มิถุนายน 2557)

พระราชวังหลวงพระบาง.0221. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.thaigoodview.com/node/12876 
(28 มิถุนายน 2557)

สถานที่ท่องเที่ยวลาว. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.somsiritours. Com/?ContentID=ContentID-100623152424876 (28 มิถุนายน 2557)

UNESCO World Heritage Centre. “Town of Luang Prabang” [online]. 
 Available http://whc.unesco.org/en/list/479 (15 July 2014).
Read more →

มรดกโลกในเมียนมาร์ 1 : กลุ่มเมืองโบราณอาณาจักรพยู

ประเภท : มรดกโลกด้านวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2557
ชื่อเป็นทางการ : กลุ่มเมืองโบราณอาณาจักรพยู (Pyu Ancient Cities)
ที่ตั้ง : ประเทศเมียนมาร์
เรียบเรียง : เสถียรพงศ์ ใจเย็น

กลุ่มเมืองโบราณอาณาจักรพยู (Pyu Ancient Cities)

ที่มาและความสำคัญ

กลุ่มเมืองโบราณอาณาจักรพยู (Pyu Ancient Cities) ถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของเมียนมาร์ โดยรวมไปถึงพื้นที่ของเมืองโบราณศรีเกษตร (Sri Ksetra) เปียทะโนมโย (Peikthanomyo) และหะลินยี (Halingyi) ที่สร้างขึ้นในยุคเดียวกัน ในราวพุทธศตวรรษที่ 4
ภาพจาก: whc.unesco.org/en/list/1444/

ชาวพยู เป็นชนชาติดั้งเดิมที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนชาวพม่า มีอาชีพหลักในการทำเกษตรกรรม บริเวณถิ่นฐานที่ชาวพยูตั้งอยู่นั้นมีลักษณะเป็นที่ราบสูง ถึงแม้จะมีแม่น้ำไหลผ่าน แต่ในหน้าร้อนก็แห้งเหือด แต่ชาวพยูก็มีความสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายได้ โดยการทำวิธีการผันน้ำจากแม่น้ำอิรวดีและแม่น้ำสายรอง เข้ามาเป็นตัวช่วยในการทำเกษตรกรรม และยังมีการขุดคูคลองรอบๆ เมือง พร้อมอ่างเก็บน้ำ เพื่อไว้ใช้น้ำในยามหน้าแล้ง เมื่อมีความเจริญมากขึ้น ชาวพยูรวมกันสร้างอาณาจักรขนาดใหญ่ขึ้นมา มีชื่อว่า “อาณาจักรศรีเกษตร”

อาณาจักรศรีเกษตรเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ขนาดกว้างขวาง กินพื้นที่เกือบทั้งหมดของลุ่มน้ำอิรวดี โดยอาณาจักรศรีเกษตรนี้ ได้รับอิทธิพล ในเรื่องของภาษา ศิลปะ สถาปัตยกรรม และ พระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดีย โดยสันนิษฐานว่าชื่อเมืองศรีเกษตร อาจได้มาจากชื่อเมืองโบราณในอินเดีย คือเมืองปุรี ในแคว้นโอริสสา

เมืองศรีเกษตรปัจจุบันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองแปร นอกจากนี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันยังพบหลักฐานการก่อตั้งชุมชนของชาวพยูในเมืองเบคถาโนซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองพุกามประมาณ 100 กิโลเมตร และเมืองฮาลินอยู่ทางทิศเหนือของเมืองมัณฑะเลย์ ก่อนที่จะเสื่อมไป เนื่องจากถูกกลุ่มคนไตจากน่านเจ้ายกกองทัพลงมาตีและกวาดต้อนผู้คนชาวพยูไปอยู่ที่เมืองจาตุง ตอนใต้ของจีนบริเวณเมืองคุณหมิงปัจจุบัน
ภาพจาก: whc.unesco.org/en/list/1444/

หลักฐานทางสถาปัตยกรรมของชาวพยู ซึ่งเชื่อว่าเป็นรากฐานของงานสถาปัตยกรรมของชนชาติพม่า พบที่เมืองศรีเกษตร ได้แก่ เจดีย์ขนาดใหญ่แบบก่อตัน เป็นเจดีย์ทรงระฆังชื่อว่าเจดีย์บอบอจี (Bawbaw Gyi) และเจดีย์ปะยาจีย์ (Pya Gi) ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นแบบให้กับงานสถาปัตยกรรมของพม่าในยุคต่อ ๆ มา ได้แก่ เจดีย์ชเวดากอง มิงกาลาเจดีย์ เจดีย์ธรรมยันสิกะ และเจดีย์วิหาร เป็นสิ่งก่อสร้างจากอิฐที่มีลักษณะรวมกันระหว่างเจดีย์ก่อตันและอาคาร(วิหาร) ที่เข้าไปใช้สอยพื้นที่ภายในในการประกอบพิธีกรรมได้ เจดีย์วิหารที่สำคัญ ได้แก่ วิหารเบเบจี (Bebe Gyi) และวิหารเลเมียทนา (Limyethna) อาคารลักษณะนี้เชื่อว่าพัฒนาไปเป็นเจดีย์วิหารที่มีขนาดใหญ่ในสมัยพุกามต่อมา นอกจากนี้ยังพบหลักฐานงานประติมากรรมที่ทำจากหินสลัก ประติมากรรมดินเผา ซึ่งพบว่าเป็นดินชนิดเดียวกับอิฐที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารและเจดีย์ ประติมากรรมสำริด โดยมีการพบหลักฐานชิ้นสำคัญคือ ประติมากรรมสำริดกลุ่มนักดนตรีและนักเต้นรำ โดยที่ท่ารำนั้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับอารยธรรมอินเดียอย่างใกล้ชิด
เจดีย์บอบอจี (Bawbaw Gyi Pagoda) ในศรีเกษตร ซึ่งเป็นต้นแบบของเจดีย์ในยุคพุกาม
ภาพจาก: en.wikipedia.org/wiki/Pyu_city-states

จากหลักฐานที่พบ จึงนับได้ว่าชนชาติพยู เป็นชนชาติที่มีความสำคัญในการวางรากฐานงานสถาปัตยกรรมให้กับผู้คนยุคหลังของพม่าเป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียนำมาปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตของตนอย่างเหมาะสม

แต่ในปัจจุบันนี้ ทั้งศรีเกษตร เปียทะโนมโย และหะลินยี แทบจะไม่หลงเหลือความยิ่งใหญ่ ในแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ มีเพียงซากปรักหักพัง ของโบราณสถาน เพราะยังไม่มีการจัดการที่ดีพอ สิ่งที่หลงเหลืออยู่ คือเจดีย์ ซากเมืองโบราณ คูน้ำ กำแพงเมือง ที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต แต่ปัจจุบันนี้ แหล่งโบราณคดีเมืองเก่าของชาวพยู คงจะได้รับการดูแลที่ดีขึ้น จากยูเนสโกและประเทศพม่าเอง เพราะเมืองโบราณแห่งนี้ ไม่ได้เป็นสมบัติของประเทศพม่าเท่านั้น แต่เมืองเก่านับพันปีแห่งนี้จะเป็นสมบัติของคนทั้งโลก ที่ต้องช่วยกันดูแลรักษาสืบต่อไป
ซากเมืองโบราณของอาณาจักรพยูที่ยังคงเหลืออยู่
www.buriramguide.in.th/90565/ท่องเที่ยว/ท่องเที่ยวรอบโลก/
เมืองโบราณอาณาจักรพยู-มรดกโลกแห่งแรกของพม่า.html

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองแปร ประเทศพม่า

ที่ตั้งของเมืองศรีเกษตร เปียทะโนมโย และหะลินยี ในยุคโบราณ

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

กลุ่มเมืองโบราณอาณาจักรพะยู ได้รับการจัดตั้งให้เป็นมรดกโลก จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 38 ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา จำนวน 3 ข้อ ดังนี้
(ii) เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกไว้ซึ่งวัฒนธรรม
(iii) เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
(iv) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ


อ้างอิง
บูรพา โชติช่วง. “มรดกโลกพม่า” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.siamrath.co.th/web/?q=มรดกโลกพม่าบูรพา-โชติช่วง (4 สิงหาคม 2557)

modern publishing.“ปยู ชนชาติผู้สร้างรากฐานทางสถาปัตยกรรมของพม่า” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา
http://www.modernpublishing.co.th/ปยู (4 สิงหาคม 2557)

Travel MThai.“เมืองโบราณอาณาจักรพะยู มรดกโลกแห่งแรกของพม่า” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา
http://travel.mthai.com/uncategorized/87302.html (4 สิงหาคม 2557)

UNESCO World Heritage Centre. “Pyu Ancient Cities” [online]. Available http://whc.unesco.org/en/list/1444/ (4 สิงหาคม 2557)
Read more →

2557/08/09

มรดกโลกในมาเลเซีย 3 : อุทยานคินาบาลู

ประเภท : มรดกโลกด้านธรรมชาติ
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2543
ชื่อเป็นทางการ : อุทยานคินาบาลู (Kinabalu Park)
ที่ตั้ง : รัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย
เรียบเรียง : แก้วตา  ธีระกุลพิศุทธิ์

อุทยานคินาบาลู (Kinabalu Park)

ความเป็นมา

คินาบาลูเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ของชนเผ่าพื้นเมืองดูซัน (Ducan) และเผ่ากาซาดาน (KaZadan) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นบังคับเชลยศึกที่เป็นทหารชาวอังกฤษและออสเตรเลีย เดินผ่านป่าดงดิบแห่งนี้ แต่มีผู้รอดชีวิตน้อยมาก ต่อมานายพันตรีคาร์เตอร์ จากกองทัพสหราชอาณาจักรผู้รอดชีวิต ได้ตั้งอนุสรณ์สถานคินาบาลูขึ้น จากนั้นจึงมีชาวอังกฤษเข้ามาสำรวจพื่นที่และตั้งสถานที่แห่งนี้เป็นอุทยานคินาบาลู
ภูเขาคินาบาลู
ภาพจาก : http://worldheritage.routes.travel/world-heritage-site/kinabalu-park/ 

อุทยานคินาบาลู คือเส้นทางสู่ภูเขาคินาบาลู มีความสูงอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 1,585 เมตร อุทยานแห่งนี้มีพื้นที่ 754 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ของภูเขาคินาบาลู ภูเขาทัมบายูคอน ภูเขาเทมเพลอ โดยมีภูเขาคินาบาลูซึ่งสูง 4,095.2 เมตร และเป็นภูเขาที่สูงที่สุดบนเกาะบอร์เนียว และสูงที่สุดระหว่างเทือกเขาหิมาลัยและนิวกินี จากหลักฐานทางธรณีวิทยาพบว่า ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งล้านปี ภูเขาจึงมีรูปร่างอย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ภูเขาคินาบาลูที่ตั้งตระหง่านอยู่ในอุทยาน แท้จริงแล้วคือเทือกเขาหินแกรนิตขนาดใหญ่ที่ดันเปลือกโลกขึ้นมา เมื่อเวลาผ่านไป ทรายและหินหนาหลายพันฟุตสึกกร่อนลงเผยให้เห็นเทือกเขาแห่งนี้  ในยุคน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งที่ไหลข้ามยอดเขาทำให้ยอดเขาคินาบาลูราบเรียบ แต่ยอดส่วนที่ขรุขระเหนือระดับของธารน้ำแข็งไม่ได้ถูกกัดเซาะไปด้วย ดังนั้นจึงเป็นพื้นผิวขรุขระอย่างในปัจจุบัน

ที่ตั้ง

อุทยานคินาบาลู (Kinabalu Park) ตั้งอยู่ชายฝั่งด้านตะวันตกของรัฐซาบาห์ ในตอนเหนือสุดของเกาะบอร์เนียว  ทางทิศตะวันออกของประเทศมาเลเซีย

ความสำคัญและลักษณะทางธรรมชาติ

ภายในอุทยานคินาบาลู แบ่งเขตแหล่งที่อยู่ออกตามสภาพทางภูมิศาสตร์ออกได้เป็น 4 เขต ได้แก่ ป่า lowland dipterocarp ป่าสนเขา ทุ่งหญ้าบนที่สูง และพุ่มไม้บนยอดเขา จึงเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ ทั้งพันธุ์ไม้ดอกตระกูลต่าง ๆกว่าครึ่งหนึ่งของพันธุ์ไม้ดอกที่มีอยู่ในโลก อีกทั้งเป็นที่อยู่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมของเกาะบอร์เนียว นกชนิดต่าง ๆ  และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อ่อนแอและเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์จำนวนมาก  อุทยานคินาบาลู ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศูนย์กลางพันธ์พืชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากพบพันธุ์ไม้ดอกสำคัญ ๆ ของเทือกเขาหิมาลัย จีน ออสเตรเลีย มาเลเซีย และพันธุ์ไม้เขตร้อนหลากหลายชนิด

บริเวณภูเขาเป็นแหล่งที่พบกล้วยไม้และพืชกินแมลงหลายสายพันธุ์ ที่มีชื่อเสียง คือ สายพันธุ์ Nepenthes rajah และยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ประจำถิ่นอีกมากมาย  เช่น  ปลิงแดงยักษ์คินาบาลู ไส้เดือนยักษ์คินาบาลู  นกเขียวก้านตองปีกสีฟ้าคินาบาลู ฯลฯ

ไม้ดอกที่เป็นเอกลักษณ์ของอุทยานคินาบาลู คือ ดอกบัวผุด หรือดอกแรฟเฟิลเซีย (Rafflesia arnoldii) เป็นดอกไม้ตระกูลกาฝาก ออกดอกในฤดูฝน มีดอกขนาดใหญ่และมีกลิ่นเหม็น ดอกบานภายในวันเดียวและบานทนอยู่ได้นาน 1 อาทิตย์ ดอกบัวผุดที่พบในอุทยานคินาบาลูมีอยู่ 16 สายพันธุ์
ดอกบัวผุด หรือดอกแรฟเฟิลเซีย
ภาพจาก :  www.tropicaleasy.com/files/eg/tours/ eg_tours_Khao_Sok_Rafflesia_kerrii.html 

หม้อข้าวหม้อแกงลิง หรือ Nepenthes rajah
พืชกินแมลงที่พบได้บนเขาคินาบาลู
ภาพจาก: en.wikipedia.org/wiki/Nepenthes_rajah

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

อุทยานคินาบาลู ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2543 โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกด้านธรรมชาติ จำนวน 2 ข้อ คือ
(ix) เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
(x) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย


อ้างอิง : 
ศุภลักษณ์ สนธิชัย.  2556.  100 World Heritage.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : อทิตตา พับลิเคชั่น.

การท่องเทียวมาเลเซีย. “อุทยานคินาบาลู (Kinabalu Park)” [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://www.tourism.gov.my/th-th/th/places/states-of-malaysia/sabah/kinabalu-park 
(19 กรกฎาคม 2557).

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์.  (25 สิงหาคม 2555).  “Life Style : ท่องเที่ยว”.  [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/travel/20120825/467239/
มรดกโลก-คินาบาลู.html  (19 กรกฎาคม 2557). 

UNESCO World Heritage Centre. “World Heritage List” [online].  Available http://whc.unesco.org/en/list/1012 (6 August 2014).

Read more →

มรดกโลกในมาเลเซีย 2 : แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง

ประเภท : มรดกโลกทางวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2555
ชื่อเป็นทางการ : แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง (Archaeological Heritage of the Lenggong Valley)
ที่ตั้ง : รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย
เรียบเรียง : เสถึยรพงศ์ ใจเย็น

แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง (Archaeological Heritage of the Lenggong Valley)

ความเป็นมาและความสำคัญ

หุบเขาเล็งกองในรัฐเประ (เปรัค Perak) ประเทศมาเลเซีย เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางด้านโบราณคดีมากที่สุดของคาบสมุทรมาเลเซีย มีการขุดค้นพบร่องรอยในยุคก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการดำรงชีวิตของมนุษย์ในยุคต้นที่เก่าแก่ที่สุดในคาบสมุทรมาเลเซีย เล็งกองเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่โล่งและถ้ำ เป็นแหล่งที่ค้นพบโครงกระดูก ฟอสซิลของมนุษย์ซึ่งเรียกว่า มนุษย์เประ (Perak Man)  ในถ้ำพบค้นพบเครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา อาวุธ และเครื่องมือหิน ถ้ำหลายแห่งในเล็งกองเป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงหลักฐานการดำรงชีวิตและการล่าสัตว์ของมนุษย์ในยุคต้น

Gau Gunung Rutuh พื้นที่ส่วนหนึ่งของหุบเขาเล็งกอง

ฟอสซิลโครงกระดูกมนุษย์ Perak Man
ภาพจาก : http://malaysianaexplorer.blogspot.com/2013/07/in-search-of-perak-man-part-1.html

แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง (Archaeological Heritage of the Lenggong Valley) ได้รับการขึ้นทะเบียนเเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2012 รวมแหล่งโบราณคดี 4 แห่ง เข้าด้วยกัน ได้แก่

1) บูกิตบูนูห์ (Bukit Bunuh) และ โกตาแทมปาน (Kota Tampan) เป็นแหล่งโบราณคดีแบบเปิดโล่ง มีพิพิธภัณฑ์และแหล่งขุดค้นโบราณคดีที่ตั้งอยู่ เป็นแหล่งโบราณคดีที่ให้ข้อมูลทางโบราณคดีและทางธรณีวิทยาที่สำคัญเป็นอย่างมาก ที่ทำให้เข้าใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมในยุคโบราณกับพฤติกรรมทางปัญญาและวัฒนธรรมของมนุษย์ในยุคต้นผ่านการใช้งานของเครื่องมือหิน

3) บูกิตจาวา Bukit Jawa เป็นแหล่งขุดค้นโบราณคดีแบบเปิดโล่ง
Bukit Jawa
ภาพจาก : http://lenggong.heritage.gov.my/

3 บูกิตเคปาลากาจาห์ (Bukit Kepala Gajah) เป็นเทือกเขาหินปูนและถ้ำหลายแห่ง แหล่งโบราณคดีอยู่ในเพิงผาหินในเทือกเขาหินปูน บูกิต เคปา กาจาห์ ตั้งอยู่ประมาณ 1 กิโลเมตรจากเมือง เล็งกอง การขุดค้นในปี 1990 เผยให้เห็นหลักฐานของการอยู่อาศัยของมนุษย์ประมาณ 11,000 ถึง 6,000 ปีที่ผ่านมา หลักฐานส่วนใหญ่ประกอบด้วยเครื่องมือหินดังกล่าวเป็นเครื่องมือ และซากสัตว์

4) บูกิตกัวฮาริมัว (Bukit Gua Harimau) เป็นแหล่งโบราณคดี สุสานยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาหินปูนบูกิตกัวฮาริมัว ประมาณ 10 กิโลเมตรจากเมืองเล็งกอง กัวฮาริมัว เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ลึกประมาณ 28 เมตร สูง 20 เมตร พื้นถ้ำปกคลุมไปด้วยก้อนหินงอกหินย้อย มีการขุดพบซากศพโบราณในถ้ำ 11-12 ซาก ดูเหมือนว่าถ้ำแห่งนี้ถูกนำมาใช้เป็นสุสานช่วงระหว่างปลายยุคหินใหม่และยุคโลหะตอนต้น (อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 10,200 – 45,00 /2,000 ปีก่อนคริสตกาล)
Gua Harimau ภาพจาก : http://lenggong.heritage.gov.my/ Harimau

แหล่งโบราณคดีเหล่านี้ เป็นหนึ่งในแหล่งที่มีการบันทึกเรื่องราวของมนุษย์ในยุคต้นอยู่ในสถานที่เดียว ที่มีอายุยาวนานและเก่าแก่ที่สุดที่อยู่นอกทวีปแอฟริกา จำนวนของแหล่งที่พบในพื้นที่ ซึ่งมีขอบเขตสัมพันธ์กันทั้ง 4 แห่งนี้ ทำให้สามารถคาดคะเนปรากฏการก่อตัวขึ้นของประชากรขนาดใหญ่ กึ่งเร่ร่อนกึ่งตั้งหลักปักฐาน กับวัฒนธรรมในสมัยหินเก่า หินใหม่ และยุคโลหะ ที่ยังเหลือให้เห็นอยู่

ภาพจาก : lenggong.heritage.gov.my

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ในหุบเขาเล็งกอง รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 32 เมื่อปี พ.ศ. 2555 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนนาดา ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกทางวัฒนธรรม จำนวน 2 ข้อ ดังนี้
(iii)  เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
(iv)  เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ


อ้างอิง :
UNESCO World Heritage Centre. “Archaeological Heritage of the Lenggong Valley”. [online]. Available http://whc.unesco.org/en/list/1396 (20 July 2014).

Department of National Heritage, Malaysia. "Archaeological Heritage of the Laenggong Valley (AHLV) A UNESCO World Heritage Site". [Online]. Available http://lenggong.heritage.gov.my (20 July 2014).

 Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Lenggong” [Online]. Available  http://en.wikipedia.org/wiki/Lenggong  (20 July 2014).
Read more →

2557/08/04

มรดกโลกในมาเลเซีย 1 : มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา

ประเภท : มรดกทางวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2551
ชื่อเป็นทางการ : มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา 
(Melaka and George Town, Historic Cities of the Straits of Malacca)
ที่ตั้ง : มะละกาและปีนัง มาเลเซีย
เรียบเรียง : เสถียรพงศ์  ใจเย็น

มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา (Melaka and George Town, Historic Cities of the Straits of Malacca)

ความเป็นมา

มะละกา เป็นเมืองหลวงของรัฐมะละกา ประเทศมาเลย์เซีย เป็นอาณาจักรเก่าแก่ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์ด้านทิศตะวันตก ติดกับช่องแคบระหว่างคาบสมุทรมาเลย์กับเกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นช่องทางการเดินเรือและค้าขายทางทะเลระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิคข้ามไปยังมหาสมุทรอินเดียและแอตแลนติค จึงอยู่ในเส้นทางที่ประเทศมหาอำนาจของโลกในเวลานั้นต้องการยึดครองเพื่อการขยายอาณาเขต

มะละกามีต้นกำเนิดมาจากรัฐสุลต่านมาเลย์ ผู้สถาปนาอาณาจักรแห่งนี้คือ เจ้าชายปรเมศวรแห่งเมืองปาเล็มบัง ที่ลี้ภัยการเมืองออกมาจากอาณาจักรมัชปาหิตบนเกาะชวา ในปี พ.ศ. 1939 และกลายเป็นจักรวรรดิการค้าที่ยิ่งใหญ่ในอีก 200 ปีต่อมา และเป็นแหล่งแรกที่ศาสนาอิสลามเข้าสู่มาเลเซียผ่านทางพ่อค้ามุสลิมอินเดียที่มาจากปาไซ และเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบสุลต่าน
ภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Malacca

มะละกาและจอร์จทาวนได้ถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกกับตะวันตกมากว่า 500 ปี โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมทั้งเอเชียและยุโรปผสมผสานกัน ส่งผลให้เมืองนี้เกิดมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย อันจะเห็นได้จากอาคารบ้านเรือน โบสถ์ ที่ทำการรัฐบาล จตุรัส ป้อมปราการ ในมะละกา ส่วนจอร์จทาวน์ก็เป็นตัวแทนถึงยุคอาณานิคมอังกฤษ ทั้งสองเมืองนี้ จึงมีภูมิทัศน์ทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ที่หาไม่ได้ในเอเซียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่ตั้ง

เป็นรัฐทางตอนใต้ในประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบมะละกา ตรงข้ามกับเกาะสุมาตรา

ความสำคัญ

เมืองมะละกาเป็นเมืองท่าสำคัญบนช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญโดยเฉพาะในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่มะละการุ่งเรืองมาก นั่นจึงเป็นเหตุให้เมืองนี้เป็นที่หมายปองของบรรดาจักรวรรดินิยม จนในที่สุดโปรตุเกสได้เดินทางเข้ามายึดครองในปี พ.ศ. 2054-2184 ก่อนที่จะถูกดัตช์ (ฮอลแลนด์) เข้ามาครอบครองต่อในปี พ.ศ. 2184-2338 ก่อนที่จะเปลี่ยนมือผู้ปกครองมาเป็นอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2338-2484 แล้วญี่ปุ่นก็เข้ามายึดต่ออีกทีในช่วงสั้น ๆ ระหว่าง พ.ศ.2484-2488 จากนั้นมะละกากลับไปอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2488-2500  มาเลเซียปลดแอกเป็นไทด้วยการประกาศอิสรภาพ ในปี พ.ศ. 2500 สถานที่ประกาศเอกราชคือ มะละกา ซึ่งในปัจจุบันตึกอนุสรณ์ในประกาศอิสรภาพยังคงตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ในมะละกา

มะละกา เป็นเมืองวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยร่องรอยของประวัติศาสตร์สำคัญของมาเลเซีย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ นครแห่งประวัติศาสตร์ ของชนขาติมาเลเซีย”สถานที่สำคัญของมะละกา คือ บริเวณจตุรัสแดง บนถนน Lak sa ma na หรือที่เรียกว่า จัตุรัสดัตช์ เนื่องจากที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางชุมชนดัตช์ในสมัยที่เข้ามาปกครองมลายู ซึ่งแวดล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกอันสวยงาม มีใจกลางจัตุรัส เป็นลานน้ำพุเก่าแก่แบบอังกฤษที่สร้างถวายแด่ราชินีวิคตอเรียในปี พ.ศ. 2447 และมีสถาปัตยกรรมแบบดัตช์สีแดงโดดเด่น ประกอบไปด้วย โบสถ์คริสต์ ศิลปกรรมดัตช์ประยุกต์ ทีสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2296 และอาคารสตัดธิวท์ (Stadhuys) ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2193 เป็นอาคารดัตช์เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย ปัจจุบันอาคารสตัดธิวท์กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวรรณคดีที่น่าสนใจยิ่งของมะละกา
โบสถ์คริสต์ (Chirst Church) ตั้งอยู่บริเวณจัตรัสแดง
ภาพจาก : http://humantumbleweed.com/?p=1281

อาคารสตัดธิวท์ (Stadhuys) อาคารดัตช์เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย
ภาพจาก : http://www.panoramio.com/photo/31535840

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา (Melaka and George Town, Historic Cities of the Straits of Malacca) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมาเลเซีย ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 32 เมื่อปี พ.ศ. 2551 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนนาดา ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา จำนวน 3 ข้อ ดังนี้
(ii)  เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใด ๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
(iii)  เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
(iv)  เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ


อ้างอิง
ผู้จัดการออนไลน์.“มะละกา เมืองมรดกโลกใหม่ในสายธารประวัติศาสตร์” [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มาhttp://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085737 (21 กรกฎาคม 2557)

วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิพิเดีย. “รัฐมะละกา” [ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/รัฐมะละกา (21 กรกฎาคม 2557)

MalaysiaFanclub.“สะพายกล้องชมความงาม มะละกา เมืองมรดกโลก” [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มาhttp://www.malaysiafanclub.com/index.php?topic=192.0 (25 March 2014).
Read more →

มรดกโลกในฟิลิปปินส์ 6 : เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน

ประเภท : มรดกโลกทางธรรมชาติ
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ.2557
ชื่อเป็นทางการ : เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน(Mount Hamiguitan Range Wildlife Sanctuary) 
ที่ตั้ง : จังหวัดดาเวาโอริเอนตัล (ทางใต้ของเกาะมินดาเนา) ฟิลิปปินส์
เรียบเรียง : นัชรี  อุ่มบางตลาด

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน(Mount Hamiguitan Range Wildlife Sanctuary) 

ความเป็นมา

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน (Mount Hamiguitan Range Wildlife Sanctuary) มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 75-1,637 เมตร โดยมีภูเขาฮามิกิตันมีความสูง 1,620 เมตร แนวภูเขาฮามิกิตันประกอบด้วยพื้นที่ 6,834 เฮกตาร์ (68.34 ตารางกิโลเมตร) ป่าไม้เป็นป่าแคระที่มีความพิเศษของต้นไม้เก่าแก่ในดินอัลตราเมฟิก (ultramafic soil) ซึ่งกำลังใกล้สูญพันธ์ ภูเขาและบริเวณใกล้เคียงเป็นที่อยู่ของพืชและสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ แตกต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับระดับความสูง รวมทั้งนกอินทรีฟิลิปปินส์และนกกระตั้วฟิลิปปินส์ด้วย มีสายพันธุ์ที่หลากหลายของหม้อข้าวหม้อแกงลิง Nepenthes peltata ซึ่งเป็นพืชเฉพาะถิ่น มีสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น 8 สายพันธุ์ที่พบได้บนภูเขาฮามิกีตันเท่านั้นด้วย

พื้นที่บริเวณนี้ได้รับการประกาศเป็นได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าใน พ.ศ. 2546 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านธรรมชาติของฟิลิปปินส์ในปี พ.ศ. 2557

เทือกเขาฮามิกิตัน
http://somethingaboutnews.blogspot.com/2011/02/davor-vies-for-world-heritage-list-by.html

ที่ตั้ง

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน ตั้งอยู่ในจังหวัดดาเวาโอริเอนตัล ทางใต้ของเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ อยู่บนแนวเขาตลอดแนวคาบสมุทรพูจาดา ทางตะวันออกของเกาะมินดาเนา

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน ได้รับขึ้นทะเบีบนเป็นมรดกโลกด้านธรรมชาติ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 38 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้
(x) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย

อ้างอิง :
ศูนย์ข้อมูลมรดกโลก. กระทรวงวัฒนธรรม. “ตระการตา!! 26 มรดกโลกแห่งใหม่ของยูเนสโก” (ระบบออนไลน์). แหล่งที่มา http://www.thaiwhic.go.th/preview_activity.aspx?nid=595 (31 สิหาคม 2557)

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาฮามิกิตัน (5 กรกฎาคม 2557)

UNESCO World Heritage Centre. “Mount Hamiguitan Range Wildlife Sanctuary” [online].  Available http://whc.unesco.org/en/list/1403 (5 July 2014).

Read more →

2557/08/03

มรดกโลกในฟิลิปปินส์ 5 : อุทยานปะการังทางทะเลทุบบาตาฮะ

ประเภท : มรดกโลกทางธรรมชาติ
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2536 (และขยายเพิ่มเติม ปี พ.ศ.2552)
ชื่อเป็นทางการ : อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา (Tubbataha Reefs Natural Park)
ที่ตั้ง : จังหวัดปาลาวัน ฟิลิปปินส์
เรียบเรียง : วราพรรณ  พูลสวัสดิ์

อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา (Tubbataha Reefs Natural Park)

ความเป็นมา และความสำคัญ

อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา (Tubbataha Reefs Natural Park) คือ เขตสงวนพันธุ์นกและสัตว์ทะเลของฟิลิปปินส์ ตั้งอยู่บริเวณใจกลางทะเลซูลู ประกอบด้วยเกาะรูปวงแหวนที่เกิดจากหินประการังใหญ่ 2 เกาะ เรียกว่าเกาะวงแหวนเหนือและใต้ โดยถูกแยกจากกันด้วยช่องแคบกว้างประมาณ 8 กิโลมตร กลางเกาะวงแหวนมีทะเลสาปและเกาะทรายขนาดเล็ก ๆ อยู่ตรงกลาง
ภาพจาก : http://worklesssmilemore.com/tubbataha-reef-marine-park/

เกาะวงแหวนเหนือมีขนาดใหญ่กว่า มีความยาว 16 กิโลมตร และกว้าง 5 กิโลเมตร มีสถานีของนักท่องเที่ยวตั้งอยู่บนเกาะหนึ่งบริเวณขอบตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเหนือ และมีแนวหินอะมอสตั้งอยู่ใกล้จุดปลายสุดทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเหนือ เป็นที่ตั้งของเขตทำรังของนกและเต่าทะเล เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ยอดเยี่ยมของหินปะการังดั้งเดิม ที่ก่อตัวเป็นกำแพงตั้งตรงสูงถึง 100 เมตร 

ส่วนเกาะวงแหวนใต้มีความยาว 5 กิโลเมตร และความกว้าง 3 กิโลเมตร มีประภาคารตุบบาตาฮาตั้งอยู่ใกล้กับจุดปลายสุดทางใต้ของเกาะใต้ แนวหินที่เรียกว่าหินดำทอดยาวทางตอนเหนือของเกาะใต้

อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา ถือเป็นตัวอย่างของเกาะปะการังที่มีพันธุ์สัตว์ทะเลหนาแน่นมาก นับเป็นความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรรย์แห่งหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน เป็นศูนย์กลางหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล ประกอบด้วยร้อยละ 75 ของสายพันธุ์ปะการังของโลก และร้อยละ 40 ของปลาปะการังของโลก
ภาพจาก : http://readmelikeapoem.blogspot.com/2013/07/isla-lipana-co-launches-philippine-gems.html

ที่ตั้ง

เขตเกาะปะการังตั้งอยู่ใกล้กับตรงกลางของทะเลซูลู  ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเปอร์โต พรินซีซา (Puerto Princesa City) จังหวัดปาลาวัน ประมาณ 150 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่รวม 97,030 เฮกตาร์ (ประมาณ239,800 ไร่ หรือ 970 ตารางกิโลเมตร) 

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านธรรมชาติ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 17 ในปี พ.ศ. 2536   โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกทางธรรมชาติจำนวน 3 ข้อ ดังนี้
(vii) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์ 
เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
(ix) เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
(x) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย


อ้างอิง :
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา (5 กรกฎาคม 2557)

UNESCO World Heritage Centre. “Tubbataha Reefs Natural Park” [online].  
Available http://whc.unesco.org/en/list/653 (5 July 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Tubbataha Reef” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/Tubbataha_Reef  (5 July 2014).
Read more →

มรดกโลกในฟิลิปปินส์ 4 : อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา

ประเภท : มรดกโลกทางธรรมชาติ
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2542
ชื่อเป็นทางการ : อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา (Puerto Princesa Subterranean River National Park) 
ที่ตั้ง : จังหวัดปาลาวัน ฟิลิปปิสน์
เรียบเรียง : วราพรรณ  พูลสวัสดิ์

อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา (Puerto Princesa Subterranean River National Park) 

ความเป็นมา

อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา (Puerto Princesa Subterranean River National Park) เป็นหนึ่งในพื้นที่อนุรักษ์ที่โดดเด่นที่สุดของประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2535 เพื่อปกป้องและรักษาถิ่นฐานสำคัญสำหรับการอนุรักษ์ป่าเก่าแก่อันอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าที่น่าสนใจ หาดทรายสีขาว ความงามของธรรมชาติที่สวยงาม

อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา มีลักษณะภูมิทัศน์ที่งดงามแปลกตาด้วยภูเขาหินปูน มีแม่น้ำใต้ดิน เป็นระยะทาง 8.2 ไหลตรงลงสู่ทะเล และตอนล่างของแม่น้ำได้รับอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลงทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติหลากหลาย เป็นส่วนของผืนป่าที่สำคัญที่สุดของเอเซีย เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ มีระบบนิเวศน์ทั้งแบบภูเขาและทะเล นอกจากนี้ยังเป็นระบบถ้ำที่น่าประทับที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และได้รับการจัดเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี พ.ศ.2542 และเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2011 ได้รับการประกาศให้เป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก
ภาพจาก: http://travel2philippines.com/place/underground-river-palawan/

ที่ตั้ง

อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา ตั้งอยู่ในเทือกเขาเซนต์พอล ห่างจากกรุงมะนิลาเมืองหลวงของประเทศ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทางประมาณ 360 ไมล์ (ประมาณ 579.4 กิโลเมตร) อยู่ทางตอนเหนือของเกาะปาลาวัน และห่างจากตัวเมืองปวยร์โต-ปรินเซซา เมืองหลวงของปาลาวันไปทางเหนือประมาณ 50 ไมล์ (80 กิโลเมตร)

ความสำคัญและลักษณะทางธรรมชาติ

อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซาถือเป็นแม่น้ำใต้ดินที่มีความยาวที่สุดในโลก มีความยาวประมาณ 8.2 กิโลเมตร ไหลลอดผ่านถ้ำหินปูนของเทือกเขาเซนต์พอล ที่มีอายุกำเนิดมานานกว่า 20 ล้านปี ลงสู่ทะเลจีนใต้ โดยในภายในถ้ำจะประกอบด้วยหินงอกหินย้อยต่าง ๆ ที่มีลักษณะเหมือนรูปร่างต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการของผู้พบเห็น เช่น หัวสิงโต เห็ด เทียนไขเล่มยักษ์ หรือพระแม่มารี ก่อนที่จะเข้าสู่ถ้ำ ต้องเดินผ่านเส้นทางชมธรรมชาติซึ่งเป็นป่าดิบที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบไปด้วยป่าไม้นานาชนิด และสัตว์ป่าหายากชนิดต่าง ๆ เช่น ลิงแสม นกเงือกปาลาวัน เป็นต้น และภายในถ้ำก็เป็นแหล่งอาศัยของค้างคาวจำนวนมาก อุทยานแห่งนี้เปิดให้เข้าชมได้เพียงระยะทาง 1.2 กิโลเมตรเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ด้วยเหตุผลของการอนุรักษ์และจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว
ถ้ำหินปูนที่แม่น้ำปวยร์โต-ปรินเซซาไหลลอดผ่าน
ภาพจาก: http://www.4gress.com/sights/entry/100878.html

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โตปรินเซซา ได้รับการจัดเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี ค.ศ. 1999   โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกทางธรรมชาติจำนวน 2 ข้อ ดังนี้
 (vii) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
 (x) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย


อ้างอิง:

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โตปรินเซซา” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โตปรินเซซา (21 มิถุนายน 2557) 

The official website of Puerto Princesa Underground River . City Government of Pueto Princesa. “Puerto Princesa Underground River” [Online].  Available  http://www.puerto-undergroundriver.com/(21 June 2014).

UNESCO World Heritage Centre. “Puerto-Princesa Subterranean River National Park” [online].  
Available http://whc.unesco.org/en/list/652  (21 June 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Puerto Princesa Subterranean River National Park” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/Puerto_Princesa_Subterranean_River_National_Park (21 Jun 2014).
Read more →

มรดกโลกในฟิลิปปินส์ 2 : โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปปินส์

ประเภท : มรดกโลกทางวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ. 2536
ชื่อเป็นทางการ : โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปปินส์ (Baroque Churches of the Philippines)
ที่ตั้ง : กรุงมะนิลา จังหวัดอิโลคอสซูร์ จังหวัดอิโลคอสนอร์เต และจังหวัดอิโลอิโล ฟิลิปปินส์
เรียบเรียง : วราพรรณ  พูลสวัสดิ์ / นัชรี  อุ่มบางตลาด

โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปปินส์ (Baroque Churches of the Philippines)

ความเป็นมา

โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปินส์ ประกอบด้วยโบสถ์โรมันคาทอลิก 4 แห่งที่สร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 16-18 ในช่วงที่ฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมของสเปน นอกจากจะแสดงถึงการเข้ามาของศาสนาคริสต์ในหมู่เกาะของฟิลิปปินส์แล้ว ยังเป็นศูนย์กลางอำนาจในการปกครองอาณานิคมของสเปนด้วย สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของโบสถ์ไม่เพียงแค่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของสถาปัตยกรรมแบบสเปนหรือละตินอเมริกันกับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีการผสมผสานศิลปลวดลายของจีนอีกเข้าไปอีกด้วย
ภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Paoay_Church

เนื่องจากความมีอิทธิพลของคริสตจักรในทางการเมือง ทำให้คริสตจักรและรัฐถือเป็นหนึ่งเดียวกัน คริสตจักรจึงกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากการปฏิวัติและการก่อกบฏในประเทศ โบสถ์เหล่านี้จึงไม่ใช่มีเพียงสิ่งก่อสร้างที่ให้บริการทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังปรากฏสิ่งก่อสร้างในลักษณะป้อมปราการอยู่ด้วย เช่น ในกรณีของโบสถ์ซานตามาเรีย ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาและทำหน้าที่เป็นป้อมปราการในช่วงเวลาวิกฤต และโบสถ์ ไมอากาโอ ซึ่งทำหน้าที่ต้านทานการโจมตีเป็นครั้งคราวของชาวมุสลิมจากภาคใต้  นอกจากนี้ที่ตั้งของประเทศฟิลิปปินส์ยังตั้งอยู่บนแนวที่เรียกว่าวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดแผ่นดินไหวได้บ่อย ๆ การก่อสร้างจึงให้ความสำคัญกับรากฐานของโบสถ์ แม้บางแห่งจะรับความเสียหายจากแผ่นดินไหว แต่ก็ได้สร้างขึ้นมาใหม่ทดแทน โบสถ์ทั้ง 4 แห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมร่วมกันเมื่องปี พ.ศ.2536

ที่ตั้ง

โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปปินส์ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย ประกอบด้วยโบสถ์ 4 แห่ง คือ
- โบสถ์ซานออกัสติน ในกรุงมะนิลา 
(San Agustin Church in Manila) 
- โบสถ์ซานตามาเรีย ในซานตามาเรีย จังหวัดอิโลคอสซูร์  (Santa Maria Church in Ilocos Sur)
- โบสถ์ซานอกัสติน ในปาโออาย จังหวัดอิโลคอสนอร์เต 
(San Agustin Church in Paoay, Ilocos Norte)
- โบสถ์ซานโต โทมัส เดอวิลลานูวา ในไมอากาโอ จังหวัดอิโลอิโล 
(Sto. Tomas de Villanueva Church in Miagao, Iloilo)


ความสำคัญและลักษณะทางกายภาพ

1) โบสถ์ซานออกัสติน ในกรุงมะนิลา (San Agustin Church in Manila) 
โบสถ์ซานออกัสตินในกรุงมะนิลา เป็นโบสถ์คาทอลิกแห่งแรกที่สร้างขึ้นบนเกาะลูซอนในปี ค.ศ. 1571 (พ.ศ. 2114) ทันทีที่สเปนมีชัยเหนือมะนิลา เป็นโบสถ์ในลัทธิออกัสติน (ลัทธิของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก ตั้งชื่อตามนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป ค.ศ. 354 - ค.ศ. 450) ซึ่งเป็นนิกายแรกที่ประกาศพระวจนะในประเทศฟิลิปปินส์

ตัวโบสถ์ในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นมาเป็นครั้งที่ 3 ในพื้นที่เดิม โบสถ์หลังแรกสร้างจากไม้ไผ่และใบจาก เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ 1571 (พ.ศ. 2114) แต่ถูกทำลายด้วยไฟไหม้จากการรุกรานในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1574 (พ.ศ. 2117)  โบสถ์หลังที่สองสร้างด้วยไม้อยู่บนพื้นที่เดิม และถูกทำลายลงในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ 1583 (พ.ศ. 2126) ด้วยไฟไหม้ โบสถ์หลังที่สามสร้างด้วยหิน การก่อสร้างเริ่มใน 1586 (พ.ศ. 2129) เสร็จสมบูรณ์เมื่อ 19 มกราคม ค.ศ.1607 (พ.ศ. 2150) ต่อมาโบสถ์แห่งนี้ได้กลายเป็นแม่แบบของโบสถ์ออกัสตินในประเทศฟิลิปปินส์
โบสถ์ซานออกัสตินในกรุงมะนิลา 
ภาพจาก : http://www.trekearth.com/gallery/Asia/ Philippines/NCR/Manila/photo705651.htm

2) โบสถ์ซานตามาเรีย ในซานตามาเรีย จังหวัดอิโลโกสซูร์ (Santa Maria Church in Ilocos Sur) 
โบสถ์พระแม่แห่งอัสสัมชัน (The Church of Our Lady of the Assumption) หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ โบสถ์ซานตามาเรีย ในจังหวัดโลคอสซู ฟิลิปปินส์ สร้างตั้งขึ้นในปี 1765 ในที่ราบแคบ ๆ ระหว่างทะเลและเทือกเขากลางตอนของเกาะลูซอน นับว่าเป็นโบสถ์ออกัสติเนียนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในฟิลิปปินส์ ทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับคริสต์ศาสนิกชนที่อยู่ทางตอนเหนือของหมู่เกาะ เป็นหนึ่งในสี่โบสถ์ยุคสเปน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในชื่อ โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1993

โบสถ์ซานตามาเรีย นอกจากจะเป็นสิ่งที่ให้ระลึกถึงสี่ศตวรรษของการปกครองของสเปนในพื้นที่นี้แล้ว ยังสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาโรคที่โดดเด่น ตัวอาคารโบสถ์ก่ออิฐสีแดงโดดเด่น มีโครงสร้างที่ป้องกันการถล่มเนื่องจากแผ่นดินไหว ตัวโบสถ์สร้างขึ้นบนเนินเขา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นจุดชมวิวและเป็นป้อมปราการเท่านั้น แต่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาในยุคแรกของการบริหารภูมิภาค โดยคริสต์ศาสนาและทหารของสเปน
โบสถ์ซานตามาเรีย
ภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Our_Lady_of_the_Assumption_Church_(Santa_Maria,_Ilocos_Sur)

3) โบสถ์ซานอกัสติน ในปาโออาย จังหวัดอิโลโคสนอร์เต (San Agustin Church in Paoay, Ilocos Norte)
โบสถ์เซนต์ออกัสตินในปาโออาย เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ โบสถ์ปาโออาย (Paoay Church) เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิก สร้างจาก อิฐ หินปะการัง และไม้แปรรูป สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ 1710 (พ.ศ. 2253) ตัวโบสถ์เป็นศิลปะผสมระหว่างแบบกอทิกและบาโรค รวมทั้งได้รับอิทธิพลของศิลปะแบบจีนและชวา

โบสถ์เซนต์ออกัสตินในปาโออาย มีชื่อเสียงจากสถาปัตยกรรมที่เน้นคานขนาดใหญ่ที่ด้านข้างและด้านหลังของอาคาร มีหอระฆังสร้างขึ้นจากหินปะการัง ตั้งอยู่ห่างจากตัวโบสถ์ เพื่อความปลอดภัยหากเกิดแผ่นดินไหวหรือพายุไต้ฝุ่น นอกจากนี้ยังใช้หอระฆังเป็นหอสังเกตการณ์ในช่วงการปฏิวัติฟิลิปปินส์ปี ค.ศ.1896 และระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวอาคารได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวในปี ค.ศ.1865 (พ.ศ. 2048) และปี ค.ศ.1885 (พ.ศ. 2448)
ในปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) มีการขุดพบหลักฐานทางโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ เช่น โครงกระดูก และเครื่องปั้นดินเผาในบริเวณโบสถ์ ปัจจุบันได้นำไปแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 
ภาพจาก : 
http://www.traveltrilogy.com/2014/04/earthquake-baroque-churches-in.html

4) โบสถ์ซานโต โทมัส เดอ วิลลานูวา ในไมอากาโออิโลอิโล (Sto. Tomas de Villanueva Church in Miagao, Iloilo)
โบสถ์ซานโต โทมัส เดอ วิลลานูวา ในไมอากาโอ หรือ โบสถ์ไมอากาโอ เป็นสถานปฏิบัติของศริสตจักรโรมันคาทอลิก นิกายออกัสติน สร้างขึ้นในปี ค.ศ 1731 (พ.ศ. 2274) เมืองและโบสถ์ได้ถูกทำลายลงโดยการรุกรานโจรสลัดมุสลิมในปี ค.ศ 1741 (พ.ศ. 2284) และในปี 1754 (พ.ศ. 2297)  ชึ่งเป็นเหตุให้เมืองถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในทำเลที่ปลอดภัยมากขึ้น โบสถ์ใหม่ได้สร้างขึ้นในปี ค.ศ 1787-1797 (พ.ศ. 2330-2340)

นอกจากจะเป็นสถานที่ปฏิบัติภาระกิจทางศาสนาแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นป้อมปราการเพื่อต้านทานการรุกรานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามโบสถ์ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากไฟไหม้สองครั้ง ในระหว่างการปฏิวัติกับสเปนในปี 1898 และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
โบสถ์ซานโต โทมัส 
ภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Miagao

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

โบสถ์ทั้ง 4 แห่งนี้ นอกจากจะแสดงถึงการเข้ามาของศาสนาคริสต์ในฟิลิปปินส์แล้ว ยังเป็นศูนย์กลางอำนาจของสเปนในภูมิภาคนี้ในสมัยนั้นอีกด้วย และได้รับการยกย่องในด้านสถาปัตยกรรมด้วยศิลปะแบบบารอคของยุโรปที่สร้างสรรค์ด้วยช่างชาวจีนและฟิลิปปินส์  โบสถ์ทั้ง 4 แห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกรวมกันในปี พ.ศ.2536 โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกด้านวัฒนธรรมจำนวน 2 ข้อ ดังนี้
(ii) เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
(iv) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ


อ้างอิง : 
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิมีเดีย. “โบสถ์บาโรกแห่งฟิลิปปินส์” [ระบบออนไลน์]. 
แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/โบสถ์บาโรกแห่งฟิลิปปินส์ (8 เมษายน 2557)

UNESCO World Heritage Centre. “Baroque Churches of the Philippines” [online].  
Available http://whc.unesco.org/en/list/677 (30 March 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Baroque Churches of the Philippines” [Online]. Available  http://en.wikipedia.org/wiki/Baroque_Churches_of_the_Philippines 
(5 Jun 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “San Agustin Church (Manila)” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/San_Agustin_Church,_Manila
(5 Jun 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Santa Maria Church” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/Our_Lady_of_the_Assumption_Church_(Santa_Maria,_Ilocos_Sur)
(5 Jun 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Paoay Church” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/Paoay_Church (5 Jun 2014).

Wikipedia free encyclopedia. Wikimedia Foundation. “Miagao Church” [Online]. Available http://en.wikipedia.org/wiki/Miag-ao_Church (5 Jun 2014).
Read more →